ถ้อยคำเหล่านั้น เจียงสือซวี่ไม่ได้ฟังเข้าหูแม้แต่คำเดียว
เขามองภาพวาดเหล่านั้น จับใจความสำคัญได้เพียงเรื่องเดียว “ทั้งหมดนี่หมิงถังเป็นคนเลือกหรือ?”
“ใช่แล้ว นางกลัวว่าเจ้าจะมีปัญหาในเรือน จึงตรวจดูภาพวาดทุกแผ่นอย่างละเอียด ตั้งใจเลือกภรรยาที่ดีให้เจ้า”
ถ้อยคำของฮูหยินผู้เฒ่าเปรียบดั่งแท่งน้ำแข็งทิ่มแทงกลางอกของเจียงสือซวี่ จนเลือดเนื้อแหลกเหลว ทั้งที่ในห้องมีทางเดินส่งไออุ่น ทว่าเขากลับรู้สึกหนาวเหน็บ มือที่ถือภาพวาดสั่นระริก ในสมองมีเพียงความคิดเดียว
หมิงถังจะเลือกภรรยาให้เขา
ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงสือซวี่ถือภาพวาดเหล่านั้น เอ่ยลาฮูหยินผู้เฒ่าแล้วออกจากห้อง
ยามเดินอยู่บนระเบียงทางเดิน เจียงสือซวี่กลับรู้สึกว่าสายลมเหนือที่พัดหวีดหวิวนี้ยังอบอุ่นเสียยิ่งกว่า ภาพวาดในมือเหล่านั้นเย็นเยียบจนบาดกระดูก
เขาเดินไปทีละก้าวจนถึงเรือนอวี้หลิง แล้วเห็นคนที่เฝ้าคำนึงถึงนั่งอยู่ใต้ระเบียง กำลังตัดแต่งกิ่งดอกไม้
เมื่อเห็นเขา รอยยิ้มยินดีพลันผลิบานบนใบหน้านาง “พี่ใหญ่ ท่านมาแล้วหรือ ดูสิ ดอกเหมยที่ข้าเพิ่งเด็ดมางามหรือไม่?”
เป็นครั้งแรกที่เจียงสือซวี่เผชิญหน้านางแล้วฝืนยิ้มไม่ออก เขาจ้องนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นนั้น จนกระทั่งนางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาจึงยกภาพวาดในมือขึ้น
“ภาพเหล่านี้ เจ้าดูทีละแผ่นอย่างละเอียด แล้วเลือกสตรีที่จะทาบทามให้ข้าด้วยตนเองใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” เจียงหมิงถังพยักหน้า “พี่ใหญ่ดูหมดแล้วหรือ? มีคนที่ถูกใจบ้างหรือไม่?”
กล่าวพลาง นางก็รับภาพวาดจากมือเขาไป “ข้าคิดว่าคุณหนูสกุลฟางผู้นี้ไม่เลวเลย รูปโฉมงดงาม ทั้งยังมีวรยุทธ์ คงมีเรื่องให้พูดคุยกับพี่ใหญ่ได้แน่ แล้วยังคุณหนูสกุลหลิวผู้นี้ ข้าเหมือนเคยพบในงานเลี้ยงเมื่อก่อน นิสัยอ่อนโยนทีเดียว แล้วก็อีกคน...”
เมื่อเห็นนางตั้งใจแนะนำสตรีเหล่านั้นให้เขา ความเศร้าหมองหนักอึ้งก็เอ่อล้นขึ้นในใจเจียงสือซวี่
ราวกับมีเพียงเขาคนเดียวที่ยืนอยู่กลางผืนน้ำกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด รอบกายมีแต่หมอกหนาทึบกับฝนเย็นเยียบ หาหนทางรอดไม่พบแม้แต่น้อย
“พอแล้ว!”
เขาตวาดเสียงเย็น ทำเอานางสะดุ้ง
