ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงหมิงถังจึงได้ยินเสียงเผยจิ่งเหิงดังขึ้นว่า “ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”
นางจึงลุกขึ้น ยังคงไม่กล้าสบตา ก้มหน้าลงยืนอยู่ข้างกาย ก่อนเบี่ยงตัวหลบตามธรรมเนียม เพื่อเปิดทางให้องค์รัชทายาทเสด็จผ่าน
ทว่าเผยจิ่งเหิงกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
บรรยากาศเงียบงันลงชั่วขณะ เจียงหมิงถังอดสงสัยไม่ได้
นางอดลอบเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้ แล้วก็สบเข้ากับสายตาสงบนิ่งของเผยจิ่งเหิงพอดี
เขากำลังมองนาง ทว่ายังคงเงียบงัน
ถูกจับได้คาหนังคาเขา เจียงหมิงถังพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา ทว่าในวังหลวงแห่งนี้ นางยังไม่กล้าเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
ท้ายที่สุดเผยจิ่งเหิงก็เป็นฝ่ายถามก่อน “เจ้าจะไปตำหนักเฉิงเอินหรือ”
“ทูลพระองค์ ใช่เพคะ”
เขาขานรับในลำคอ “ข้าจะไปตำหนักหมิงเต๋อเพื่อเข้าเฝ้าเสด็จแม่ ที่นั่นอยู่ไม่ไกล”
เจียงหมิงถังพยักหน้า ก่อนเอ่ยอย่างนอบน้อมยิ่ง “หม่อมฉันขอส่งเสด็จองค์รัชทายาท ขอพระองค์เสด็จโดยสวัสดิภาพเพคะ”
เผยจิ่งเหิง “...?”
นางมิใช่ฉลาดนักหรือ
เหตุใดแม้แต่เรื่องนี้...
สายตาที่เขามองนางเป็นครั้งแรกเผยความจนใจออกมาอย่างชัดเจน
หลิวฝูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยว่า “คุณหนูเจียง เส้นทางในวังหลวงวกวนซับซ้อน ท่านเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก คงแยกทิศทางไม่ออก ให้ข้าน้อยนำทางท่านดีหรือไม่”
เขาคิดว่าความหมายในคำพูดของตนชัดเจนพอแล้ว ใครจะรู้ว่าเจียงหมิงถังกลับโบกมือ
“ขอบคุณขันทีหลิวมาก แต่ท่านยังต้องคอยปรนนิบัติองค์รัชทายาท จะจากมาโดยพลการได้อย่างไร ไม่ต้องรบกวนท่านหรอก ข้ามีนางกำนัลนำทาง ย่อมไม่หลงทางแน่”
หลิวฝู “...”
คุณหนูผู้นี้สมองไม่ดีหรือไร
เขาหมายความเช่นนั้นเสียที่ไหน
เขากำลังบอกให้นางตามองค์รัชทายาทไปต่างหาก!
องค์รัชทายาทตรัสแล้วว่าตำหนักเฉิงเอินอยู่ติดกับตำหนักหมิงเต๋อ มิใช่เส้นทางเดียวกันหรือไร
หลิวฝูจนปัญญา จึงได้แต่ส่งสายตาให้ขันทีนางกำนัลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
เมื่ออีกฝ่ายเข้าใจ ก็รีบกล่าวว่า “บ่าวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังต้องไปจัดเตรียมที่นั่ง ขอองค์รัชทายาทโปรดอนุญาตให้บ่าวขอตัวก่อนเพคะ”
“ไปเถิด”
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”
