เจียงสือซวี่บอกว่าจะไปเป็นเพื่อนเจียงหมิงถังตามนัด ไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด เมื่อถึงวันนัด หลังจากนางแต่งกายเรียบร้อย ก็เห็นพี่ชายยืนรออยู่ตรงประตู
ตามเหตุผลแล้ว วันนี้เขาควรอยู่ในค่ายทหาร
ส่วนนางควรได้ใช้วันอันแสนสุขตามลำพังกับลู่หวยชวน เพื่อเพิ่มค่าความรู้สึกดีของเขาให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
ทว่าเจียงสือซวี่กลับชอบหาเรื่องให้ตนเองเจ็บใจ ถึงกับจัดวันหยุดของตนเสียใหม่ ยืนกรานจะมาดูว่านางไปนัดพบกับบุรุษอื่นอย่างไร
สองพี่น้องขึ้นรถม้าคันเดียวกัน พอเห็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องประทินโฉมของนางที่เห็นชัดว่าตั้งใจแต่งอย่างประณีต อารมณ์ของเจียงสือซวี่ก็ดิ่งลงสู่ก้นเหว เขาจ้องนางนิ่งไม่ไหวติง
เจียงหมิงถังรู้อยู่แก่ใจ แต่ยังแสร้งถามว่า “พี่ชาย มองข้าตลอดทำไมหรือ?”
พลางกวาดตามองตนเองอย่างกังวล “หรือข้ามีตรงไหนไม่เรียบร้อย? ไม่น่าใช่ ก่อนออกจากเรือน ข้าให้หลิวอิ๋งกับจืออวี่ช่วยตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว”
เจียงสือซวี่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไรไม่เรียบร้อย”
“เช่นนั้นก็ดี” นางวางใจ พึมพำว่า “ข้าใช้เวลาตั้งนานกว่าจะแต่งตัวได้เช่นนี้ จะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
ถ้อยคำนี้ราวกับมีมีดแทงเข้าใส่หัวใจเจียงสือซวี่ แล้วมีคนจับด้ามมีดบิดซ้ำอย่างแรง ความเจ็บปวดชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ความคิดที่เขาจงใจปิดกั้นมานานพลันผุดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
หากหมิงถังเป็นบุตรีบ้านอื่น ไม่ใช่น้องสาวของเขา สักวันนางจะตั้งใจแต่งกายเช่นนี้เพื่อเขา และยินดีที่ได้ไปตามนัดกับเขาบ้างหรือไม่?
แต่คนที่ทำให้นางยินดีและพึงใจกลับอาจเป็นบุรุษคนใดก็ได้ในเมืองหลวง ทว่าไม่มีทางเป็นเขา
เจียงสือซวี่อารมณ์หม่นหมอง นับจากนั้นก็ไม่พูดอีกแม้แต่คำเดียว
ที่ทำให้เขากลัดกลุ้มยิ่งกว่าคือ ปกติเพียงเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เจียงหมิงถังก็เป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง ทว่ายามนี้นางกลับไม่ทันสังเกตเลยว่าเขาอารมณ์ไม่ดี เอาแต่ส่องกระจกจัดเสื้อผ้าของตน
และทั้งหมดนี้ก็เพื่อ ลู่หวยชวน
เจียงสือซวี่ทำอะไรนางไม่ได้ ในใจก็ยิ่งชังบุตรชายคนโตแห่งตระกูลลู่ขึ้นไปอีก สุดท้ายจึงหลับตาลงเสีย ไม่เห็นก็ไม่ขัดตา
