รถแทรกเตอร์โยกกระแทกไปตามทางดินท่ามกลางหิมะและลมที่โหมกระหน่ำ ฟางกับผ้าห่มนวมเก่าซึ่งปูอยู่บนกระบะท้ายชุ่มโชกไปด้วยเลือดเป็นบริเวณกว้าง
เสิ่นหมิงจูคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ข้างกายลู่จื้ออัน ประสานมือกดผ้าก๊อซบนหน้าอกของเขาไว้แน่น เลือดยังคงซึมออกมาไม่หยุด ปลายนิ้วแนบอยู่ตรงชีพจรข้างลำคอ สัมผัสได้ถึงจังหวะเต้นที่แผ่วลงเรื่อย ๆ
หลี่เจี้ยนเซ่อขดตัวอยู่ตรงมุม กระชับกล่องปฐมพยาบาลไว้แน่น เมื่อเห็นใบหน้าของลู่จื้ออันซีดเผือด ก็ร้อนใจจนถูมือไปมา “หนูตระกูลเสิ่น หิมะตกหนักขนาดนี้ รถแทรกเตอร์ก็ไปได้ไม่เร็ว อาการของสหายลู่คงไม่ไหวแล้ว!”
เสิ่นหมิงจูไม่แม้แต่จะเงยหน้า แรงกดจากมือไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย “เขาไม่ตายหรอก ขอแค่ไปถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอแล้วเอาหัวกระสุนออกก็พอ”
ในที่สุดรถแทรกเตอร์ก็จอดหน้าตึกสองชั้นสีเทาขาวของโรงพยาบาลประจำอำเภอ เหล่าทหารอาสาหลายคนช่วยกันยกเปลเข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างทุลักทุเล
เก๋อฉางหลิน หัวหน้าแผนกศัลยกรรม เพิ่งออกมาจากห้องพักเวร กระดุมเสื้อกาวน์ยังติดไม่เรียบร้อย พอเหลือบเห็นชายบนเปลที่เลือดอาบจนแทบจำสภาพไม่ได้ ก็รีบโบกมือถอยหลังไปครึ่งก้าวทันที
“รีบเข็นไปแผนกรังสี ถ่ายฟิล์มก่อน! แผลอยู่ตรงหน้าอก ถ้าไม่มีฟิล์ม ใครจะกล้าลงมีด?”
เสิ่นหมิงจูไม่พูดอะไร เดินตามเปลเข้าไปในแผนกรังสี
หลังจากล้างฟิล์มออกมา เก๋อฉางหลินยกแผ่นฟิล์มพร่ามัวขึ้นส่องใต้หลอดไฟอยู่นาน สีหน้าก็ยิ่งดูแย่ลงเรื่อย ๆ
“ไม่ได้ หัวกระสุนฝังลึกเกินไป เงาของมันซ้อนทับกับเงาเส้นเลือดจนหมด แยกไม่ออกเลยว่าอยู่ข้างแขนงไหน”
