เมื่อกลืนเนื้อปลาย่างคำสุดท้ายลงท้อง หยุนหน่วนหน่วนก็เงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นอย่างอิ่มเอม ก่อนจะใช้แขนเสื้อเช็ดปากมัน ๆ อย่างลวก ๆ
กู่ชิงเฟิงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ดึงมืออวบเล็กทั้งสองข้างของนางมา แล้วเช็ดนิ้วอวบป้อมทุกนิ้วจนสะอาดหมดจด
“กินอิ่มแล้วก็นั่งพักสักครู่ อย่าเพิ่งวิ่งซนไปไหน”
หยุนหน่วนหน่วนก้มมองพุงน้อยที่ป่องขึ้นมา วางมือเล็กทั้งสองข้างบนหน้าท้องแล้วลูบวนสองรอบ
“ท่านอาจารย์ พุงน้อย ๆ ของหน่วนหน่วนกลายเป็นแตงโมลูกใหญ่แล้ว”
กู่ชิงเฟิงเก็บก้างปลากับไม้เสียบที่เหลือลงในถุงแขนเสื้อ จากนั้นสะบัดแขนเสื้อเรียกธารใสสายหนึ่งออกมา ชะล้างคราบมันบนแผ่นศิลาครามจนสะอาดเกลี้ยง
“ไปกัน กลับตำหนักใหญ่”
“หน่วนหน่วนเดินเอง!”
เจ้าตัวน้อยไถลลงจากแผ่นศิลาคราม ขาสั้นทั้งสองเหยียบลงบนพื้นหญ้า ร่างกลมป้อมโอนเอนไปมาตามจังหวะก้าว
เพราะกินอิ่มจนแน่น ขาทั้งสองข้างจึงขยับสับไปมาอย่างเชื่องช้า
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไอเย็นค่อย ๆ แผ่ขึ้นจากบึงเย็นริมเขาด้านหลัง
สายลมยามค่ำพัดผ่านป่าไผ่ ใบไผ่เสียดสีกันดังซู่ซ่า
กู่ชิงเฟิงเดินอยู่ข้างนาง มือไพล่หลัง ก้าวเท้าสั้น ๆ คอยตามจังหวะของเจ้าตัวน้อยอย่างไม่ห่าง
“ท่านอาจารย์ บนฟ้ามีแมลงตัวเล็ก ๆ ส่องแสงระยิบระยับด้วย!”
หยุนหน่วนหน่วนหยุดกึกอย่างกะทันหัน นิ้วอวบชี้ไปยังส่วนลึกของป่าไผ่อันมืดสลัว
แสงสีเขียวมรกตหลายจุดลอยวูบไหวไปมาท่ามกลางเงาไผ่เขียวเข้ม เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ โดดเด่นเป็นพิเศษในราตรีมืด
