เพราะน้องหนวดนุ่มอายุครบหนึ่งขวบแล้ว กู่ชิงเฟิงจึงตัดสินใจว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป จะเริ่มสอนความรู้บางอย่างแก่นางได้
ถึงอย่างไรใคร ๆ ก็บอกว่าเด็กน้อยต้องได้รับการอบรมตั้งแต่เล็ก กู่ชิงเฟิงเห็นว่าน้องหนวดนุ่มของตนฉลาดยิ่ง จึงยิ่งต้องตั้งใจอบรมให้มาก
หมอกยามรุ่งสางยังคงคลอเคลียอยู่ระหว่างต้นสนโบราณริมหน้าผา แสงอรุณใสกระจ่างสายหนึ่งส่องลอดกรอบหน้าต่างของวิหารใหญ่เข้ามา
ยวนหนวนหน่อนั่งอยู่บนเก้าอี้หยกเขียวขาสูง ขาเล็กอวบอูมทั้งสองห้อยแกว่งกลางอากาศ เตะลมไปมาไม่หยุด
ในมือของนางประคองสาลี่วิญญาณกรอบหวานครึ่งลูกซึ่งใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย ฟันหน้าซี่จิ๋วสองซี่กำลังขบเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย น้ำผลไม้ไหลตามคางขาวนุ่มหยดลงบนสาบเสื้อ
กู่ชิงเฟิงยืนอยู่ด้านหลัง มือหนึ่งถือหวีไม้จันทน์ม่วงเนื้อเนียน นิ้วยาวสอดผ่านเส้นผมอ่อนนุ่มแรกเกิดของเจ้าตัวน้อย
“วันนี้ข้าจะมัดผมเจ้าทรงจุกคู่ นั่งให้เรียบร้อย อย่าขยับไปมา อีกสักครู่เราจะเริ่มเรียนกันแล้ว”
ยวนหนวนหน่อมีเนื้อผลไม้อัดอยู่เต็มปาก แก้มทั้งสองป่องพอง ก่อนส่งเสียงตอบอู้อี้
“เรี…เรียน!”
นิ้วของกู่ชิงเฟิงชะงักเล็กน้อย หวีไม้ไล้ผ่านศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา แบ่งผมออกเป็นสองส่วนซ้ายขวา
จากนั้นปลายนิ้วก็รวมพลังเซียนอ่อนโยนสายหนึ่ง ค่อย ๆ ลูบเส้นผมชี้ฟูให้เรียบลง
“เรียบร้อยแล้ว แบบนี้น้องหนวดนุ่มยิ่งน่ารักขึ้นอีก”
ภายในวิหารใหญ่วางโต๊ะไม้จันทน์ม่วงตัวเล็กซึ่งเพิ่งเปลี่ยนใหม่
โต๊ะตัวเล็กเตี้ยกว่าโต๊ะหยกเขียวตัวก่อนอยู่ครึ่งช่วงแขน ขอบโต๊ะถูกขัดจนมนเรียบ เหมาะพอดีให้เด็กน้อยอย่างน้องหนวดนุ่มใช้มือยันยืน
ยวนหนวนหน่อนั่งหลังตรงอยู่บนเบาะนุ่ม มือเล็กทั้งสองประคองขวดนม กำลังดูดดื่มอย่างเอร็ดอร่อย
จุกนมถูกนางกัดจนแบน ในลำคอมีเสียงครางอู้อี้แห่งความพึงพอใจดังขึ้นเป็นครั้งคราว
กู่ชิงเฟิงนั่งอยู่ตรงข้าม มือหนึ่งถือม้วนกระดาษใหม่เอี่ยม อีกมือถือพู่กันขนหมาป่าวิญญาณด้ามเรียวเล็ก
