เล่ออวี้ข้ามภพมาได้สิบสามปีแล้ว
ชาติก่อนนางสิ้นใจตายคาโต๊ะหนังสือ
นอนดึกถึงตีสามติดต่อกันสามวันทำข้อสอบ วันสุดท้ายหัวใจเต้นรัวผิดจังหวะสองสามที มืดตาลับไปลืมตาอีกทีก็กลายเป็นทารกหญิงแรกเกิดในสายสาขาหนึ่งของตระกูลบำเพ็ญเซียน
ตอนนั้นนางดีใจมากเลยทีเดียว
ก็ข้ามภพนี่นา ในนิยายเขียนไว้หมด ข้ามภพมาสู่โลกบำเพ็ญเซียน ยังไงก็ต้องได้เข้าสำนักเซียน ฝึกวิชาเซียน ฝ่าฟันอุปสรรค ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต
นางคิดฉายาในอนาคตเอาไว้พร้อมแล้ว เรียกว่า “เล่อเจินเหริน” เรียบง่าย จำง่าย ติดปาก
กลายเป็นว่าพออายุได้ห้าขวบ ตอนตระกูลรวมตัวกันทดสอบรากวิญญาณ ศิลาทดสอบในมือนางไม่ตอบสนองสักนิด กระทั่งแสงริบหรี่ก็ไม่มี
ตาเฒ่าผู้ควบคุมมองนางแวบหนึ่ง ในแววตาไร้ซึ่งแววผิดหวัง
สิ่งที่ไม่เคยคาดหวังแต่แรก จะให้ผิดหวังอะไรได้
เพียงทำตามหน้าที่ จดลงสมุดทะเบียนไม่กี่คำ: ไร้รากวิญญาณ, ทำงานทั่วไป
ตอนนั้นเล่ออวี้ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร กระทั่งถูกส่งไปอยู่ในที่ที่ตระกูลจัดไว้ให้คนไร้ประโยชน์โดยเฉพาะ
ที่นั่นคือหมู่บ้านแถบหนึ่งที่ตั้งอยู่เชิงเขา เรียกว่าหมู่บ้านเย่าผิง
ในหมู่บ้านล้วนเป็นคนในตระกูลที่ไร้รากวิญญาณ ผู้ชายรับผิดชอบปลูกพืชวิเศษ ผู้หญิงรับผิดชอบเลี้ยงสัตว์อสูร คนแก่และเด็กทำพวกงานยิบย่อย
พืชวิเศษที่ปลูกได้และสัตว์อสูรที่เลี้ยงได้ ล้วนส่งมอบให้ตระกูลทั้งหมด จัดสรรให้พวกผู้มีรากวิญญาณผู้สูงศักดิ์ใช้ในการฝึกฝน
พูดให้ชัดก็คือ เป็นเพียงกลุ่มคนธรรมดาที่ไร้พรสวรรค์ในการฝึกตน ทำหน้าที่สนับสนุนให้สมาชิกที่มีพรสวรรค์ในตระกูล
เล่ออวี้อยู่ที่นี่นานถึงสิบสามปี
หลังจากทดสอบรากวิญญาณไม่ผ่านตอนอายุห้าขวบ นางใช้เวลาประมาณสองเดือนทำใจยอมรับความจริงข้อนี้
ใช้เวลาอีกประมาณครึ่งปีเพื่อยืนยันว่าตนเองไม่มีพลังวิเศษใดๆ เลยจริงๆ
ไม่มีมิติส่วนตัว ไม่มีระบบ ไม่มีแหวนของท่านผู้เฒ่า กระทั่งกำไลมือเก่าๆ แตกๆ แต่มีที่มาสูงส่งก็ไม่มี
นางก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไร้รากวิญญาณ ข้ามภพมาสู่โลกบำเพ็ญเซียนก็ยังเป็นคนธรรมดา
ไม่สิ แย่ยิ่งกว่าคนธรรมดาอีก
คนธรรมดาในโลกบำเพ็ญเซียนยังพอใช้ชีวิตเป็นไพร่ชาวบ้านได้ แต่นางต่อให้เป็นแค่ชาวบ้านก็ยังต้องคอยระวังตัว เพราะผืนดินแถบนี้ล้วนเป็นเขตอิทธิพลของคนอื่น
ตระกูลเฉียวในทวีปนี้นับว่าไม่ใช่ขุมกำลังชั้นแนวหน้า แต่ในรัศมีพันลี้ ล้วนเป็นดั่งฮ่องเต้ท้องถิ่น
ศิษย์ในตระกูลที่มีรากวิญญาณมีไม่น้อย ได้ยินว่ามีบรรพบุรุษระดับแก่นทองนั่งบังลังก์อยู่ ในเขตนี้จึงพูดคำไหนเป็นคำนั้น
หมู่บ้านเย่าผิงที่เล่ออวี้อยู่ ก็คือหนึ่งในทุ่งยาสมุนไพรมากมายของตระกูลเฉียว
ในหมู่บ้านมีคนประมาณร้อยกว่าชีวิต ล้วนไร้รากวิญญาณ ทุกวันฟ้ายังไม่สางก็ตื่นมาทำงาน ปลูกพืชวิเศษ เลี้ยงสัตว์อสูร ซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันแล้ววันเล่า
เล่ออวี้ถูกมอบหมายให้เลี้ยงสัตว์อสูร
พูดให้ถูกคือ เลี้ยงสัตว์อสูรระดับต่ำชนิดหนึ่งเรียกว่ากระต่ายขนหิมะ
กระต่ายพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรมาก แค่หนังมีค่า เนื้อนุ่ม มักเป็นกับข้าวบนโต๊ะอาหารของศิษย์ตระกูลเฉียว
งานประจำวันของเล่ออวี้คือตัดหญ้า ผสมอาหาร ทำความสะอาดกรงกระต่าย มีบางครั้งก็ช่วยทำคลอดกระต่ายน้อย
งานไม่หนัก แต่จุกจิกมาก และที่สำคัญคือเหม็นมาก
เมื่อชาติก่อนเล่ออวี้ไม่เคยเลี้ยงแม้แต่แฮมสเตอร์ มาชาตินี้จับพลัดจับผลูต้องเลี้ยงกระต่ายเป็นร้อยๆ ตัว ตอนแรกเกือบเมากลิ่นจนสลบ
แต่คนเรามันก็แบบนี้ ทรหดอดทนเก่ง ผ่านไปสองปีนางถึงขนาดเดินออกจากกรงกระต่ายได้หน้าตาเฉย ปัดเศษหญ้าบนตัว แล้วไปกินข้าวอย่างใจเย็น
แปดปีให้นหลัง นางปรับตัวเข้ากับชีวิตที่นี่ได้อย่างสมบูรณ์
ไม่ใช่การปรับตัวแบบนอนแค้นคอยวันฟื้นคืน แต่เป็นการยอมจำนนอย่างแท้จริงจากใจจริง
ไม่ใช่ว่านางไม่มีความมานะ แต่โลกนี้มันสมจริงเกินไป
ไร้รากวิญญาณก็คือไร้รากวิญญาณ นี่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยความพยายาม
นางเคยลองแอบใช้วิธีที่ได้ยินจากคนในตระกูลแบบหางๆ มาใช้รับรู้พลังวิญญาณ
นั่งสมาธิอยู่หนึ่งเดือนเต็ม จนก้นด้านเป็นไต ก็ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
นางเคยลองขอให้คนแก่ในหมู่บ้านสอนวิทยายุทธ์แบบง่ายๆ ให้
แต่คนแก่บอกนางว่า เมื่อไร้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยง ฝึกยุทธ์ก็มีแต่จะสูญเสียพลังตนเอง
คนธรรมดาฝึกจนถึงที่สุดก็แค่แข็งแรงกว่าคนปกติเล็กน้อย เมื่อเผชิญกับผู้ฝึกตนก็ยังคงราวกับมดปลวก
ดังนั้นเล่ออวี้ก็เลยใช้ชีวิตไปแบบซื่อๆ
ทุกวันตื่นเช้าให้อาหารกระต่าย เที่ยงกินข้าว บ่ายให้อาหารกระต่ายต่อ
ค่ำก็กลับกระท่อมน้อยของตน จุดตะเกียงน้ำมัน ใช้ถ่านไม้ทำเองเขียนๆ วาดๆ ลงบนกระดาษฟาง
อย่างไรเสียนางเมื่อชาติก่อนก็เป็นนักเรียนมัธยม ถึงจะตายปัจจุบัน แต่พื้นฐานความรู้ยังพอมี
ความสุขที่สุดในโลกนี้ของนางก็คือการจดความรู้ที่เรียนมาจากชาติก่อนทีละเล็กทีละน้อย
แม้ส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ลืมอดีตไปเสียหมด
เย็นวันนี้ หลังจากเล่ออวี้ให้อาหารกระต่ายขนหิมะชุดสุดท้ายเสร็จ นางก็ถือถังอาหารเปล่าเดินไปที่ปากหมู่บ้าน คิดจะไปล้างเศษอาหารที่ก้นถังตรงลำธาร
หลังหมู่บ้านเย่าผิงมีภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง บนเขาปลูกพืชวิเศษระดับต่ำไว้ ปกติไม่อนุญาตให้คนธรรมดาเข้าไปตามใจชอบ
แต่ตรงเชิงเขามีลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง เป็นที่ใช้น้ำในชีวิตประจำวันของคนในหมู่บ้าน
เล่ออวี้เดินไปตามลำธารประมาณหนึ่งลี้ พบแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง จึงนั่งยองๆ ล้างถัง
ล้างไปล้างมา นางสังเกตเห็นว่ามีพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่ดูไม่เด่นอยู่ข้างแอ่งน้ำ มีรอยแยกของหินอยู่ด้านหลังพุ่มไม้
ตอนแรกเล่ออวี้ไม่ได้คิดจะยุ่งเรื่องคนอื่น... ในโลกนี้ ยุ่งเรื่องคนอื่นมักหมายถึงยุ่งเรื่องเดือดร้อน
แต่นางสังเกตว่ารอยแยกของหินนั้นมีลมพัดออกมา เย็นเยียบ และปนด้วยไอน้ำชื้นๆ
“ถ้ำละลายน้ำ?” เล่ออวี้พึมพำ
เมื่อชาติก่อนนางเคยเรียนในวิชาภูมิศาสตร์ว่า เขตหินปูนมักเกิดเป็นถ้ำละลายน้ำได้ง่าย
แถบนี้ก็มีหินปูนไม่น้อย มีถ้ำละลายน้ำสักแห่งก็ไม่น่าแปลก
เล่ออวี้ลังเลเล็กน้อย
ตามหลักการใช้ชีวิตแบบเอาตัวรอดของนาง ที่ไม่รู้จักแบบนี้อย่าเข้าไปตามอำเภอใจดีที่สุด
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ชีวิตในหมู่บ้านเย่าผิงของนางมันน่าเบื่อเกินไปแล้ว
ทุกวันให้อาหารกระต่าย กินข้าว นอน แม้แต่กิจกรรมบันเทิงก็ไม่มี
ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีนิยาย กระทั่งคนคุยด้วยก็ไม่มี
คนในหมู่บ้านถึงจะไม่เลว แต่ก็ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกัน ทุกวันต่างก็เหนื่อยแทบตาย จะมีกะจิตกะใจมาคุยเล่นได้ยังไง
“เข้าไปดูสักหน่อย คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?” เล่ออวี้บอกกับตัวเอง
นางแหวกพุ่มไม้เตี้ยๆ บิดตัวเบียดเข้ารอยแยกของหิน
รอยแยกแคบมาก นางใช้แรงไม่น้อยกว่าจะเบียดเข้าไปได้ เสื้อผ้าถูกหินครูดดังเอี๊ยดอ๊าด
เข้าไปแล้ว ด้านในสมเป็นถ้ำละลายน้ำจริงๆ พื้นที่กว้างใหญ่กว่าที่นางคิดไว้มาก ประมาณเท่าห้องเรียนสองสามห้อง
เพดานถ้ำมีหินย้อยลงมาเป็นแท่งๆ บนพื้นก็มีหินงอกบ้าง เปียกชื้น มีน้ำหยดแหมะๆ อยู่ทั่วไป
ที่ทำเล่ออวี้ประหลาดใจที่สุดก็คือ ลึกเข้าไปในถ้ำละลายน้ำมีเสียงน้ำไหลดังครืนๆ
มีแม่น้ำใต้ดิน
แม่น้ำใต้ดินไม่กว้าง ประมาณสองช่วงตัว แต่น้ำไหลค่อนข้างเชี่ยว ไหลทะลักออกมาจากปากถ้ำหนึ่งในส่วนลึกของถ้ำ แล้วไหลต่อไปยังปากถ้ำอีกแห่งที่ต่ำกว่า
น้ำในแม่น้ำใสเห็นพื้น มองเห็นก้อนกรวดเล็กใหญ่เรียงรายเต็มพื้นแม่น้ำ
เล่ออวี้ค่อยๆ เดินไปตามริมแม่น้ำอย่างระมัดระวัง พื้นลื่นมาก เกือบหกล้ม รีบคว้าราวหินข้างๆ ไว้
“ลึกกว่าที่คิดนะ”
นางก้มหน้ามองดูน้ำในแม่น้ำ กะประมาณว่าจุดที่ลึกที่สุดน่าจะเลยหัวเข่า
ตอนที่นางกำลังจะหมุนตัวกลับ จู่ๆ ก็เห็นจากทางต้นน้ำของแม่น้ำใต้ดิน จากปากถ้ำที่มืดสนิทนั้น มีสิ่งหนึ่งค่อยๆ ลอยออกมา
สิ่งนั้นลอยตุ๊บป่องๆ มาตามกระแสน้ำ
ในถ้ำละลายน้ำที่มืดสลัว มองไม่ค่อยชัดว่าเป็นอะไรแน่ แต่เห็นได้ว่าเป็นอะไรสักอย่างที่ป่องกลม ใหญ่มาก สีขาวนวลนม ผิวดูเหมือนมีแสงอ่อนๆ เรืองรองอยู่
เล่ออวี้ตัวแข็งค้าง
นางยืนนิ่ง มองดูสิ่งกลมป่องนั้นลอยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายมันเกยตื้นอยู่ตรงหาดตื้นใกล้เท้านาง ติดอยู่ระหว่างก้อนหินสองก้อน ไม่ขยับอีก
เล่ออวี้ย่อตัวลง เข้าไปดูใกล้ๆ
นั่นคือ... ไข่ใบหนึ่ง
พูดให้ถูกคือ ไข่ยักษ์ใบหนึ่ง
เปลือกไข่เป็นสีขาวนวลนม ผิวเรียบละเอียดเหมือนเครื่องลายครามชั้นดี
ที่พิเศษที่สุดก็คือ บนเปลือกไข่มีลวดลายบางอย่างรางๆ คล้ายอักขระเวท แต่เล่ออวี้ดูไม่ออก
แถมไข่ใบนี้ยังอุ่นๆ ด้วย
เล่ออวี้ลองยื่นมือไปแตะดู ตกใจสะดุ้ง
อุณหภูมิบนเปลือกไข่อุ่นกว่าอุณหภูมิร่างกายคนเล็กน้อย แตะแล้วอุ่นๆ เหมือนไข่ที่แม่ไก่เพิ่งกกเสร็จใหม่ๆ
“ไข่สัตว์อสูร?” ปฏิกิริยาแรกของเล่ออวี้คือคิดแบบนี้
ในโลกนี้ สัตว์อสูรไม่ใช่ของหายาก
ศิษย์ของตระกูลเฉียวแทบจะมีสัตว์อสูรกันคนละตัว บ้างก็เป็นพาหนะบิน บ้างก็เป็นเพื่อนร่วมรบ บ้างก็เลี้ยงไว้เล่นเปล่าๆ
กระต่ายขนหิมะที่หมู่บ้านเย่าผิงเลี้ยง ถึงแม้จะนับเป็นสัตว์อสูรเหมือนกัน แต่นั่นเป็นระดับต่ำที่สุด ไข่สัตว์อสูรที่แท้จริงเป็นของหายากมีค่ายิ่ง
หัวใจของเล่ออวี้เต้นระรัว
นางเอาตัวรอดในโลกนี้มาหลายปี ไม่เคยมีเรื่องดีๆ ตกมาถึงหัวสักครั้ง
ไม่มีพลังวิเศษ ไม่มีโชควาสนา ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง
แต่ตอนนี้ ไข่ใบหนึ่งที่ลอยมากับแม่น้ำใต้ดิน มาปรากฏอยู่ตรงหน้านาง
นี่มันไม่ใช่พล็อตโชควาสนามาตรฐานในนิยายหรอกหรือ!!
ว่าแล้วเชียว ไม่มีทางข้ามภพมาเปล่าๆ หรอก!!