“อย่าทำให้ข้าตกใจสิ”
เสียงของหลี่โหย่วหรงเจือสะอื้น นางยื่นมือไปคว้าเชิงเทียนนอกม่าน คลำหาหินจุดไฟแล้วลองอยู่หลายครั้งกว่าจะจุดติด
แสงเทียนสว่างขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของหลินอู๋หยาง ดวงตาแดงก่ำราวผลท้อ ปลายจมูกแดงเรื่อ คราบน้ำตาไหลจากหางตาลงไปถึงคาง เสื้อบริเวณหน้าอกเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง
เขายังคงร้องไห้ ไหล่สะท้านเป็นระยะ คล้ายเด็กที่ถูกแย่งถังหูลู่ไป
หลี่โหย่วหรงนิ่งงัน
นับแต่แต่งงานกับหลินอู๋หยาง นางเคยเห็นเขายิ้มทะเล้น เคยเห็นเขาตีสีหน้าเคร่งขรึมยามพูดเรื่องสำคัญ เคยเห็นท่าทางน่าอับอายตอนเขานั่งยอง ๆ ริมแม่น้ำย่างปลา จนควันรมเข้าตาต้องกะพริบถี่ ๆ
แต่ไม่เคยเห็นเขาร้องไห้
บุรุษผู้นี้ไม่เคยร้องไห้ แม้ตอนถูกจูอวิ๋นเหวินมีราชโองการสิบสองฉบับด่าทอว่าเกาะภรรยากิน ตอนต่อสู้เอาชีวิตเข้าแลกกับโจรสลัดญี่ปุ่นกลางทะเล หรือยามยื่นข้อเสนอต่อหน้าจูตี้
แต่ยามนี้กลับหดตัวอยู่ในม่าน ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาเลอะเต็มใบหน้า
“ท่านพี่!” นางขยับเข้าไปโอบเขาไว้ในอ้อมแขน
ร่างนางเล็ก ไหล่ก็แคบ ทว่าเมื่อเขาซุกหน้าอยู่ในอ้อมอกนาง กลับคล้ายได้พบสถานที่ซึ่งไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีก
มือข้างหนึ่งโอบไหล่เขาไว้ อีกข้างวางลงบนท้ายทอย นิ้วสอดเข้าไปในเส้นผมแล้วลูบเบา ๆ
“ไม่เป็นไรแล้ว” นางกระซิบ คางวางอยู่บนกระหม่อมของเขา “ไม่เป็นไรแล้ว ข้าอยู่ตรงนี้”
หลินอู๋หยางซุกหน้าอยู่ในอ้อมอกนาง ร้องไห้หนักกว่าเดิม
สิ่งที่เขาร้องไห้คือเรื่องในชาติก่อน
อายุสามสิบ โสด เช่าห้องเล็กเท่าฝ่ามือ ทุกเดือนหลังผ่อนบ้านแล้วเหลือเงินไม่ถึงสองพัน
