ต่อจากนั้นก็เป็นชีวิตนักเรียนที่แสนธรรมดา
จะบอกว่าธรรมดาก็ไม่ถูกนัก จางซูฮั่นโตมาขนาดนี้ เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าการไปเรียนก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่เหมือนกัน
วิชาการแสดง วิชาการออกเสียง ฝึกบุคลิกภาพ ฝึกการแสดงออกต่อหน้ากล้อง... ทุกอย่างสดใหม่ไปหมด
ถึงจะเหนื่อยจริงก็เถอะ หลังเรียนวิชาบุคลิกภาพครั้งแรก เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกถอดแยกชิ้นส่วนแล้วประกอบใหม่ เดินเหินก็ยังแบะขาออกด้านข้าง
แต่ผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดทันตา
เรียนไปไม่กี่คลาส พอยืนหน้ากระจกก็รู้สึกได้เลยว่าบุคลิกโดยรวมดูดีขึ้นมาก
จางซูฮั่นเองยังแอบหลงตัวเองอยู่บ้าง ส่องกระจกซ้ายทีขวาทีอย่างพอใจสุด ๆ
ช่วงนี้จางเวยไป๋เซ็นสัญญากับคนเพิ่มอีกหลายคน ในที่สุดบริษัทก็ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้าง
เธอยังเชิญครูสารพัดวิชามาสอนเหล่าศิลปินที่เซ็นสัญญาด้วย
แต่เพราะมีแค่เขาคนเดียวที่เป็นมือใหม่เอี่ยม คนที่ต้องเรียนจึงมีแค่เขาคนเดียว
ศิลปินที่เซ็นสัญญาคนอื่น ๆ ต่างก็มีพื้นฐานกันบ้าง บางคนถึงกับจบด้านนี้มาโดยตรง แค่ขาดแพลตฟอร์มและโอกาสดี ๆ ไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มเสริมพื้นฐานตั้งแต่ต้น
มีแค่จางซูฮั่นที่เป็นกระดาษเปล่าอย่างแท้จริง ต้องอัดความรู้พื้นฐานเข้าไปอีกเยอะ
อย่างไรเสียเขาก็ถือว่าข้ามสายมา ประสบการณ์รับบทตัวประกอบที่เหิงเตี้ยนอยู่หนึ่งเดือน ถ้าพูดแบบไม่รักษาน้ำใจ ก็แทบไม่ต้องใช้ฝีมือการแสดงอะไรเลย แค่แกล้งตายเป็นก็พอ
บทที่ถ่ายหลังจากนั้นก็เป็นตัวประกอบที่มีบทพูดน้อยและฉากไม่มาก เขาอาศัยหน้าตาดีเอาตัวรอดมาได้
ในใจก็รู้ตัวดีว่าพอเอาหน้าตัวเองไปวางหน้ากล้อง คนดูก็มองหน้าก่อน ส่วนฝีมือการแสดงน่ะเหรอ โธ่เอ๊ย ใครจะยังจำได้ว่าต้องดูการแสดงด้วย
