แต่เขาไม่รู้เลยว่า ผู้กำกับส่งสัญญาณให้เฉินเนี่ยนเหยาอย่าเพิ่งเข้าไป
เขาต้องถ่ายภาพระยะใกล้ฉากนี้ก่อน
กล้องหลายตัวถ่ายจางซูฮั่นกันอย่างละเอียดทุกมุม ไม่มีจุดบอดแม้แต่น้อย
ในที่สุด จางซูฮั่นที่นอนอยู่บนพื้นก็รู้สึกถึงมือสั่นเทาคู่หนึ่งที่ประคองใบหน้าเขาไว้ ก่อนจะดึงเขาเข้าไปกอด เสียงสะอื้นเรียกเขาว่า “เทียนโย่ว เทียนโย่ว...”
จางซูฮั่นทำตามบท พยายามเบิกตากว้างขึ้น แล้วสบกับดวงตาแดงก่ำของเฉินเนี่ยนเหยา
น้ำตาเอ่อคลออยู่เต็มเบ้า ก่อนจะร่วงลงมาทีละหยด กระทบใบหน้าเขาพร้อมความอุ่น
จางซูฮั่นชะงักไป
เธอร้องไห้จริง ๆ
สมแล้วที่เป็นเฉินเนี่ยนเหยา เก่งชะมัด
ใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ศิษย์...”พี่
พออ้าปาก เลือดปลอมก็ซ่อนต่อไม่ไหว ไหลทะลักออกมาไม่หยุด
เดี๋ยวก่อน! หลังจากนี้ยังมีบทพูดอีกตั้งเยอะนะ
จางซูฮั่นร้อนใจ รีบเปลี่ยนบทสด ๆ อย่างน้อยก็พูดออกมาสักประโยค จะได้ถ่ายฉากนี้ให้จบ พอถ่ายซ่อมจะได้อมเลือดปลอมน้อยลงหน่อย
ลูกกระเดือกของเขาขยับ เลือดปลอมรสหวานไหลลงคอจนเกือบสำลัก เขาฝืนกลั้นเอาไว้สุดแรง แล้วดึงมุมปากเป็นรอยยิ้ม
บนใบหน้าของฉินเทียนโย่วยังคงมีรอยยิ้มไร้กังวลเหมือนทุกครั้งตั้งแต่เด็ก เป็นรอยยิ้มสดใสเจิดจ้า ราวกับต่อให้ฟ้าถล่มลงมา สำหรับเขาก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่น่าหัวเราะสักหน่อย
เขาเงยหน้า ในดวงตาสะท้อนใบหน้าของศิษย์พี่ ใช้แรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยออกมาไม่กี่คำ “ข้า...เก่งไหม...”
บทพูดประโยคนี้เดิมทีไม่มีในบท เป็นสิ่งที่เขาเติมเข้าไปสด ๆ แต่กลับแทงใจทุกคนในกองถ่ายได้อย่างพอดิบพอดี
เสียงสะอื้นของเฉินเนี่ยนเหยาหนักขึ้นทันที อารมณ์ที่เดิมแค่แสดงหลังหลุดจากบท กลับกลายเป็นความรู้สึกจริงขึ้นมาบ้าง เธอกัดริมฝีปากแน่น ถึงได้ไม่ปล่อยเสียงร้องไห้ออกมา
ผู้กำกับที่อยู่หลังจอมอนิเตอร์สูดหายใจลึก มือกำบทละครในมือแน่น
พูดจบ จางซูฮั่นค่อย ๆ หลับตาลง มุมปากยังคงมีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่ ลมหายใจแผ่วเบา หน้าอกแทบไม่ขยับ เขานอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเฉินเนี่ยนเหยา ราวกับตายไปจริง ๆ
