เพิ่งพูดว่าจะเซ็นสัญญา จางเวยไป๋ก็หยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าทันที
จางซูฮั่น:???
“เอ่อ เซ็นกันตอนนี้เลยเหรอ?”
เดิมทีเขาคิดว่าเรื่องเซ็นสัญญายังไงก็ต้องมีขั้นตอนบ้าง วันนี้คุยเรื่องความตั้งใจกันก่อน แล้วค่อยนัดไปคุยรายละเอียดที่บริษัทอีกทีวันหลัง จากนั้นบริษัทก็จะร่างสัญญา แล้วหาฤกษ์ดี ๆ มาลงชื่อกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
แต่จางเวยไป๋กลับหยิบสัญญาออกมาจากกระเป๋าแล้ววางปังลงตรงหน้าเขาเลย
เป็นปึกหนา ๆ กระดาษเอสี่ เย็บเล่มเรียบร้อย บนปกพิมพ์ตัวโต ๆ ว่า “สัญญาจ้างบริหารศิลปิน” แถมยังประทับตราสีแดงของเทียนลู่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ไว้ด้วย
นี่มันจะเรียกว่าเซ็นสัญญาได้ยังไง? เห็น ๆ อยู่ว่าเตรียมการไว้ก่อนแล้วชัด ๆ!
“ตรงนี้เสียงดังเกินไป” จางเวยไป๋กวาดตามองรอบ ๆ ก่อนจะหยุดสายตาที่ประตูบานหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลและติดป้ายห้องพักนักแสดงไว้ “ทางนั้นมีห้องว่างไหม?”
สามนาทีต่อมา ทั้งสองก็นั่งอยู่ในห้องพักนักแสดงที่เดิมเป็นของเสิ่นถิงเซิน
ก็ใครใช้ให้เขาไม่อยู่ล่ะ
พอปิดประตู เสียงอึกทึกด้านนอกก็เงียบลงไปมาก
จางเวยไป๋วางสัญญาลงบนโต๊ะอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “จะเซ็นสัญญาก็ต้องเซ็นจริง ๆ ถึงจะนับสิ คำพูดปากเปล่าจะไปมีความหมายอะไร? นายตอบตกลงแล้วพรุ่งนี้เปลี่ยนใจ ฉันจะไปฟ้องใครได้ล่ะ?”
???
จางซูฮั่นถูกคำพูดของเธอทำเอาอึ้งจนเถียงไม่ออก พอลองคิดดูดี ๆ ก็จริงอย่างที่ว่า
ในวงการนี้ คำสัญญาปากเปล่าเป็นสิ่งที่ไร้ค่าที่สุด
แค่เดือนเดียวที่เขารับบทตัวประกอบ เขาก็ได้ยินเรื่องคนตอบตกลงวันนี้แล้วพรุ่งนี้กลับคำมาหลายครั้ง
บางคนรับปากผู้กำกับว่าจะเล่นบทพิเศษ แต่วันรุ่งขึ้นก็เบี้ยวงานเพราะคิดว่าค่าตัวน้อยเกินไป บางคนตกลงกับหัวหน้าจัดหานักแสดงที่ชื่อหลิวว่าจะเข้ากองถ่ายระยะยาว แต่พอถ่ายไปได้สองวันก็หนีไป ทำเอาหัวหน้าจัดหานักแสดงต้องวิ่งหาคนมาเสียบแทบทั่วเมือง เขาเองก็เคยไปช่วยอยู่สองครั้ง
