“สหายซาง” หลินไป๋เห็นซางอวี่ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะหยุดฝีเท้า
“นี่หมอหลิน... เพิ่งไปสถานีรถไฟมาเหรอคะ?” ซางอวี่ถามหยั่งเชิง
หลินไป๋ทำสีหน้าอัดอั้นและน้อยใจ
“ผมเป็นหมอมานาน เพิ่งเคยเจอญาติคนไข้ที่งมงายและหลงตัวเองแบบนี้เป็นครั้งแรก เฮ้อ สงสารเด็กจริงๆ” หลินไป๋เอ่ยด้วยความเศร้าใจ
“ตอนนี้เด็กเป็นยังไงบ้างคะ? กระดูกสันหลังเสียหายรุนแรงไหม?” ซางอวี่ถาม
“ตอนพวกเราไปถึง คนก็เสียชีวิตแล้ว” หลินไป๋ถอนหายใจ
ถึงแม้เฉินซิ่วหลิงจะทำตัวน่าหงุดหงิดเสียเหลือเกิน แต่การที่เห็นชีวิตน้อยๆ ดับไปแบบนั้น หัวใจก็อดไม่ได้ที่จะเศร้าโศก
ซางอวี่หลุบตาลง เธอรู้สึกเสมอว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล
โดยเฉพาะหลู่ไป๋เฉิงคนนั้น...
แต่ก็เถอะ เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ
“หมอหลินมาที่โรงพยาบาลไห่เฉิงได้ยังไงคะ?” ซางอวี่ถามด้วยความสงสัยนิดๆ
“ที่โรงพยาบาลนี้มีคนไข้ต้องผ่าตัด ก็เลยเรียกผมมา ผมมาถึงตอนกลางดึก ผ่าเสร็จเพิ่งตื่นมาพักได้ไม่นาน ก็โดนลากไปสถานีรถไฟแล้ว” หลินไป๋พูดด้วยน้ำเสียงอัดอั้น
ซางอวี่หัวเราะพรืดออกมา ไม่ว่าใครจะรักงานขนาดไหน แต่พอนึกถึงเรื่องทำงานล่วงเวลา ก็ต้องมีแต่นึกบ่น
“อย่าเพิ่งพูดถึงผมเลย คุณมาที่นี่ได้ยังไง? ผมได้ยินว่าเด็กอีกคนที่คุณช่วยปฐมพยาบาล คุณมาส่งเด็กนั่นนะเหรอ?” หลินไป๋ถาม
“ค่ะ เด็กคนนั้นอาการค่อนข้างคงที่แล้ว ต้องสังเกตอาการอีก 48 ชั่วโมง ถ้าไม่มีอะไรก็กลับบ้านได้ ฉันมานี่มีธุระส่วนตัวนิดหน่อย” ซางอวี่มองนาฬิกาที่ข้อมือ
ตอนนี้เธอมีนาฬิกาข้อมือใส่แล้ว
