ในเมื่อซานฉีเอ่ยปากแล้ว ย่อมไม่เปิดโอกาสให้หลิวฮูหยินพูดอีก
นางถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่ เผยลำคอออกมา รอยนิ้วมือสีคล้ำเขียวยังคงประทับอยู่บนลำคอขาวผ่องนั้น
หรือจะกล่าวว่า บาดแผลทุกแห่งที่คนตระกูลอี้ว์ทิ้งไว้บนร่างนาง ล้วนยังอยู่ครบ!
ต่อให้ใช้ยาขี้ผึ้งชั้นเลิศเพียงใด บาดแผลเหล่านั้นก็ไม่อาจเลือนหาย
เพราะนางเคยตายไปจริง ๆ แล้ว แม้จะ ‘มีชีวิต’ แต่ก็ยังไม่อาจนับว่ามีชีวิตอย่างสมบูรณ์!
ก่อนที่หนี้กรรมระหว่างนางกับคนตระกูลอี้ว์จะสะสาง บาดแผลเหล่านี้ก็ไม่มีวันหายไป
ทันทีที่รอยบนลำคอของซานฉีปรากฏ บรรดาสตรีในงานต่างสูดลมหายใจเฮือก
“ฮูหยินอี้ว์พูดอยู่ทุกคำว่าไม่คิดทำร้ายข้า ทั้งยังจะให้ข้ากลับบ้านไปกับท่าน แล้วยังกล่าวอีกว่านายทหารหนุ่มสกุลเยี่ยนเมตตาให้ข้ามีที่พักพิง ก็เพราะคิดไม่ซื่อ!”
“คราวนั้นพวกท่านขังข้าไว้ในห้องเก็บฟืน อี้ว์มิ้นอู่คิดจะบีบคอข้าให้ตาย หากมิใช่นายทหารหนุ่มสกุลเยี่ยนใช้ยาทองต่อชีวิตช่วยข้าไว้ ยามนี้ฮูหยินอี้ว์คงได้แต่ไปนั่งร้องไห้สารภาพผิดหน้าหลุมศพข้าแล้ว”
“อ้อ ไม่สิ ตอนนั้นพวกท่านคิดว่าข้าตายแล้ว จึงใช้เสื่อฟางม้วนร่างข้าแล้วโยนทิ้งไว้กลางถนน... หึ หากข้าตายไปจริง ๆ ฮูหยินอี้ว์ ต่อให้ท่านอยากร้องไห้หน้าหลุมศพ ก็ยังหาที่ฝังข้าไม่พบด้วยซ้ำ!”
ซานฉีหันไปมองผู้อาวุโสหญิงแห่งตระกูลโจวอีกครั้ง “คำหนึ่งที่ผู้อาวุโสหญิงกล่าวนั้นถูกต้อง กระดาษแผ่นเดียวตัดสายสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่ได้ แต่ชีวิตหนึ่งชีวิต คงเพียงพอแล้วกระมัง?”
ผู้อาวุโสหญิงแห่งตระกูลโจวกับหลิวฮูหยินถูกตอกจนพูดไม่ออก ขณะที่บรรยากาศกำลังอึดอัด บ่าวหญิงคนหนึ่งก็ยกน้ำชาเข้ามาและชนเข้ากับซานฉีอย่างจัง
