ภายในห้องมีบรรยากาศประหลาด ทั้งที่ไม่ได้จุดเตาอั้งโล่ แต่กลับร้อนอบอ้าวยิ่งนัก
เยี่ยนตู้คอแห้งผาก ก้มหน้าหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ก่อนวางลงอย่างรวดเร็ว หางตาเหลือบเห็นซานฉียังคงมองตนอยู่ สีหน้าเขาสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับแหบพร่า “ชา...ร้อนเกินไป”
ซานฉีกล่าว “แต่ข้าใช้น้ำเย็นชงนะ”
เยี่ยนตู้ “...”
ซานฉีเพิ่งนึกขึ้นได้ นางก้มหน้าหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเช่นกัน แล้ววางลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “อืม ร้อนจริงด้วย ข้าจำผิดไป ที่จริงใช้ น้ำเดือดชง”
เยี่ยนตู้กล่าว “อืม จำผิดก็เป็นเรื่องปกติ ข้าเองก็จำผิดอยู่บ่อยครั้ง”
ซานฉีกล่าว “ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่”
ทั้งสองยิ่งพูดก็ยิ่งกระอักกระอ่วน สุดท้ายจึงเงียบงัน แล้วหยิบถ้วยชาที่ไม่รู้ว่าร้อนหรือเย็นขึ้นมาดื่มอย่างรู้ใจกัน
ซานฉีรู้สึกว่าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีนัก ต่อไปทั้งสองยังต้องอยู่ร่วมกันอีกนาน
“เอ่อ...พวกเราต่างก็คิดถึงส่วนรวม ที่จริงก็ไม่ได้เกิดเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ขึ้น ใช่หรือไม่...”
“ท่านป้าคนหนึ่งในหมู่บ้านเคยบอกข้าตอนเด็กว่า กินดื่มและความใคร่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนล้วนเป็นเช่นนี้ เจ้าอย่ารู้สึกกระดากอายไปเลย...”
เสียงของซานีเบาลงเรื่อยๆ ศีรษะก็ก้มต่ำลงทุกที
ท้ายที่สุด นางห่อไหล่อย่างห่อเหี่ยว ยอมแพ้แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่งเรื่องต่อไม่ไหวแล้ว”
เยี่ยนตู้มองใบหน้าแดงระเรื่อของนาง รู้สึกเพียงไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมา
ร้อนอบอ้าว กระหายน้ำ ทว่ามิใช่ความไร้สติและเสียการควบคุมอันน่ารังเกียจยามกลิ่นหอมกระดูกยั่วยวนกำเริบ
หัวใจกลับเต้นอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งโลหิตและเส้นประสาทพลุ่งพล่านเบิกบาน มีความสุขเล็กๆ ที่ยากจะอธิบาย ทั้งยังมีความยินดีเล็กน้อยที่ไม่คาดคิด
“เจ้ากำลังกระดากอายหรือ?” นายทหารหนุ่มสกุลเยี่ยนเองก็เป็นคนตรงไปตรงมาอยู่บ้าง
