ภายในเมืองหลวง
แรกเริ่มเยี่ยนตู้ยังนึกว่าเสด็จลุงเรียกตนเข้าเฝ้าเพราะมีราชกิจทางทหารเร่งด่วน
ผู้ใดจะคาดคิดว่า ทันทีที่จักรพรรดิหวยเปิดพระโอษฐ์กลับตรัสเตือนว่า
“บัดนี้เจ้าสร้างฐานะได้แล้ว แต่เรื่องสร้างครอบครัวยังต้องรอให้พ้นวัยสวมกวานเสียก่อน ก่อนผ่านเคราะห์ใหญ่ยามสิบเก้า เจ้าจงสำรวมใจไว้!”
จักรพรรดิหวยทอดพระเนตรเยี่ยนตู้ด้วยสายตาของผู้มีประสบการณ์ “เราก็ผ่านวัยเจ้าเช่นกัน ย่อมรู้ว่าคนหนุ่มเลือดลมพลุ่งพล่าน ยากจะไม่หุนหัน”
“แต่เรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิต เจ้า...เจ้าจงแสดงความมุ่งมั่นให้เราเห็นสักหน่อย!”
เยี่ยนตู้ “...”
นายทหารหนุ่มสีหน้าเรียบเฉย เหลือบมองเสด็จลุงของตนด้วยสายตาไม่เคารพอย่างยิ่ง ครั้นถอนสายตากลับก็หันไปถามหลี่กงกงที่อยู่ข้างกาย
“เมื่อคืนฝ่าบาทนอกจากทรงเคล็ดขัดยอกที่เอวแล้ว ยังทรงเคล็ดขัดยอกที่อื่นอีกหรือไม่?”
หลี่กงกงเหงื่อแตกพลั่ก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
โธ่ นายท่านน้อยของบ่าว นายทหารหนุ่มน้อย เรื่องเช่นนี้ก็ยังกล้าพูดออกมา!
“เยี่ยนตู้ เจ้าตัวแสบ เราเอวเคล็ดจะโทษใครได้ หากไม่ใช่เพราะเจ้า...โอ๊ย!” จักรพรรดิหวยทรงกริ้วได้ไม่กี่อึดใจก็ประคองเอวนั่งลงอีกครั้ง ก่อนตรัสอย่างขุ่นเคือง “เจ้าช่างไม่ได้เรื่อง”
เยี่ยนตู้ก้มหน้า เอ่ยรับว่า “เสด็จลุงทรงสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ยามนี้จักรพรรดิหวยเข้าใจความรู้สึกของฮองเฮาที่ชอบลงไม้ลงมือกับลูกอยู่เสมอแล้ว เจ้าตัวแสบอย่างบางคนช่างน่าตีนัก
“ช่างเถิด เรื่องเหล่านี้เราสองคนรู้แก่ใจกันก็พอ”
เยี่ยนตู้ฉงนใจ ยังคงรู้สึกว่าเสด็จลุงมิได้เอวเคล็ด แต่สมองคงเคล็ดไปเสียแล้ว
“เรายังมีอีกเรื่องจะถามเจ้า” จักรพรรดิหวยตบป้ายขับไล่สิ่งชั่วร้ายลงบนโต๊ะ พระพักตร์มืดครึ้ม “สาวใช้ในจวนเจ้าผู้นั้นช่างบังอาจนัก ถึงกับเอาไม้ฟืนมาแผ่นหนึ่งแล้วหลอกลวงเรา!”
