หลิวฮูหยินตั้งใจคุกเข่าทุกสามก้าว วนทั่วเมืองหลวงเพื่อขอขมาซานฉี
ซานฉีย่อมไม่รีบร้อนปรากฏตัว
การแสดงอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ หากชื่นชมอยู่ผู้เดียวก็สู้ให้ทุกคนได้ชมพร้อมกันไม่ได้ แน่นอนว่าต้องให้ชาวเมืองหลวงได้ดูจนหนำใจด้วย
เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน ซานฉีจึงค่อยปรากฏตัวในท้ายที่สุด
นางนั่งอยู่บนรถม้า มองอี้ว์จิงกับคนทั้งสี่จากเบื้องสูง
เมื่อหลิวฮูหยินเห็นนาง ก็ราวกับเห็นผีร้ายมาทวงชีวิต กรีดร้องพลางถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ขันทีและนางกำนัลหลายคนเข้ามากดนางให้คุกเข่าขอขมา
ใบหน้าของอี้ว์จิงกับบุตรชายทั้งสามแดงก่ำ รู้สึกว่าความอัปยศอดสูตลอดทางมาถึงขีดสุดในยามนี้
ซานฉีชมสีหน้าอับอายและขุ่นแค้นของพวกเขาอย่างพึงใจ
อี้ว์จิงเองก็หมดทางถอยแล้ว เขาก้าวยาวๆ เข้ามาอย่างไม่คิดเหลือทางให้ตนเอง ก่อนฟาดหลิวฮูหยินเต็มแรงหนึ่งฉาด แล้วชี้หน้านางพลางด่าทอ
“หญิงชั่ว! เจ้าทำร้ายได้แม้กระทั่งบุตรสาวแท้ๆ ของตนเชียวหรือ!”
หลิวฮูหยินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
อี้ว์จิงหันไปมองซานฉี แววตาเต็มไปด้วยการวิงวอน เขาทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุบ “ซานฉี บิดาผิดไปแล้ว เจ้ายกโทษให้...ไม่สิ ให้อภัยบิดาได้หรือไม่?”
“บิดาผิดไปแล้วจริงๆ บิดาสำนึกเสียใจยิ่งนัก...”
เขาร้องไห้ปานใจจะขาด คร่ำครวญอย่างเสียสติ “เป็นเพราะหญิงชั่วคนนี้ นางลำเอียง คอยยุยงอยู่ตลอด ทำให้พ่อลูกอย่างเราผิดใจกัน บ้านเรือนแตกแยกไม่เป็นสุข...”
หลิวฮูหยินอยากด่า อยากโต้แย้ง ทว่านางพูดอะไรไม่ออก
ทำได้เพียงมองอี้ว์จิงแสดงละครอยู่ตรงนั้น
“นางยอมรับด้วยปากตนเองแล้วว่า ปีนั้นนางเป็นคนโยนเจ้าให้โจรลักพาตัวเด็ก เป็นนางทอดทิ้งเจ้า”
“บิดาจะรับเจ้ากลับบ้าน นางก็ขัดขวางสารพัด นางไม่คู่ควรเป็นมารดา ไม่คู่ควรเป็นภรรยา...”
“ทั้งข้าและพี่ชายของเจ้าต่างถูกปิดบังไว้ กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว...”
ถ้อยคำนี้ทำให้ผู้คนทั้งลานแตกตื่น
วันนี้หลิวฮูหยินคุกเข่ามาตลอดทาง ทุกคนต่างรู้ถึงความชั่วของนางแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่ายังมีเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่านี้
ถึงกับมีมารดาที่เป็นฝ่ายโยนบุตรสาวให้โจรลักพาตัวเด็ก ทั้งมิใช่เพราะครอบครัวยากจนถึงขั้นเลี้ยงไม่ไหว จึงขายบุตรสาวเสียด้วยซ้ำ หลิวฮูหยินยังนับเป็นคนอยู่หรือไม่!
