หลังจากนั้นสองสามวัน ซูอู๋ตู้ไม่ได้ไปพบซูจืออี ทว่าให้คนส่งโน่นส่งนี่ไปให้อยู่เนือง ๆ
บางทีก็เป็นเสื้อคลุมบุฝ้ายที่ตัดใหม่ ต่อมายังส่งหนังสือเล่าเรื่องใหม่ ๆ ไปให้หลายเล่ม แล้วยังสั่งให้คนเอาขนมที่ครัวทำใหม่ ๆ อร่อย ๆ ไปให้ด้วย
อาหารการกินของซูจืออีทุกวันก็ล้วนเป็นเขากำชับไว้ ต้องบำรุงหลังคลอดอย่างดี ในน้ำซุปไก่ใส่ตัวยาอะไรบ้าง ในโจ๊กเพิ่มเครื่องเคียงอะไรบ้าง เขาไต่ถามหมอเฉินทีละอย่างว่ากินได้ จึงให้ครัวไปทำ
สองวันก่อนหน้านั้นกำลังโมโหเลยพูดแรง ๆ กับอีกฝ่ายไปบ้าง เขาคิดจะไปขอโทษ แต่ก็เฝ้าคิดมาตลอดว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ซูจืออีไม่มองตัวเองเป็นองครักษ์เงาคนหนึ่งอีกต่อไป ทว่ามองเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
——สุขใจก็หัวเราะได้ ทุกข์ใจก็หาที่พึ่งได้ โกรธมาก็ระเบิดอารมณ์ได้…
คิดอยู่นาน ก็ยังคิดหาวิธีที่รัดกุมพอไม่ได้
ทำไมถึงได้มาตกหลุมรักคนที่เหมือนท่อนไม้แบบนี้นะ
วันนี้ ขณะซูอู๋ตู้ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า ชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนั้น——คือซูจืออี องครักษ์เงาที่เข้าเวรวันนี้คือเขา
ซูอู๋ตู้ไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่งตัวตามปกติ จากนั้นก็ล้างหน้าบ้วนปาก แล้วไปจัดการงานที่เรือนฟังฝนเหมือนเคย ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นกลิ่นอายที่แฝงอยู่ในมุมมืดนั้นเลย
จนเกือบเที่ยงวัน ขณะเขากำลังลังเลว่าอาหารเที่ยงจะเรียกใครมาร่วมโต๊ะดี
เด็กติดตามคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา น้ำเสียงสั่นพร่า “ท่านเจ้าสำนัก! นายน้อยทั้งสองเกิดล้มป่วยกะทันหัน อาเจียนไม่หยุดเลยขอรับ! หมอเฉินให้ท่านรีบไปดู!”
