หลายสำนักเห็นว่าเขาอายุยังน้อย ช่วงนั้นจึงมีเรื่องกระทบกระทั่งกันไม่มากก็น้อย คิดฉวยโอกาสหาประโยชน์ ถ้อยคำเย็นชาเย้ยหยันก็ได้ยินไม่น้อย
ต่อเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาอันผันผวนนั้นมาได้ จึงนับว่าตั้งตัวได้ ทว่ากับสำนักเหล่านั้นก็ยังมีรอยร้าวหมางใจอยู่บ้าง
คราวนี้เห็นหูกวงเอี๋ยนพ่ายแพ้แก่มือเขา ก็รีบมาประจบสอพลอสานสัมพันธ์
ซูอู๋ตู้ไม่ได้พูดอะไร ยื่นรายการสิ่งของคืนกลับไป
พ่อบ้านโจวส่งจดหมายปึกหนึ่งให้อีก “นี่เป็นจดหมายที่แนบมากับของกำนัล ไม่ทราบว่ามีเรื่องสำคัญใดหรือไม่ ท่านเจ้าสำนักโปรดตรวจดูด้วย”
ซูอู๋ตู้รับมา พลางเดินไปทางเรือนฟังฝนพลางแกะซองแรก เนื่องจากอุ้มเด็กอยู่จึงทำอะไรไม่ถนัด สุดท้ายพ่อบ้านโจวช่วยแกะให้อย่างเงียบๆ
…ทะนุถนอมปานนี้ ต่อไปหากเลี้ยงจนกลายเป็นจอมยุ่งสยบฟ้าได้จะทำอย่างไร? พ่อบ้านโจวเริ่มกลุ้มใจ
จดหมายฉบับนั้นมาจากสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง เริ่มด้วยการแสดงความเห็นใจต่อเหตุการณ์ที่ศาลาหยานอวี่ประสบ ถ้อยคำจริงจังจริงใจ ราวกับอยากจะร้องไห้ออกมาเดี๋ยวนั้น
จากนั้นก็ด่าหูกวงเอี๋ยนเสียยับยาวถึงสามหน้ากระดาษ ด่าได้ลื่นไหลยิ่งนัก
เขากวาดตาอ่านสองสามบรรทัด
อะไรทำนอง “ทำร้ายคนในยุทธภพ” “ยึดครองทรัพย์สินผู้อื่น” “สมคบกับราชสำนัก”… เป็นข้อๆ เรียงรายละเอียดยิ่งกว่าแฟ้มคดีของกระทรวงอาญาเสียอีก
เขาอ่านถึงข้อสุดท้าย ชะงักไปครู่หนึ่ง
——หูกวงเอี๋ยนกินข้าวไม่จ่ายเงิน
ซูอู๋ตู้นิ่งเงียบไปอึดใจ
จดหมายฉบับอื่นก็ทำนองเดียวกัน เพียงแต่เหตุการณ์ข้างในยิ่งเหลวไหลขึ้นเรื่อยๆ
