น้ำเสียงของลี่สิงยังคงเนิบนาบเช่นเดิม “หากไม่ใช่เพราะท่านเจ้าสำนักตั้งแต่เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งก็เตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า ให้ผู้น้อยฝึกฝนกลุ่มคนที่ใช้งานได้อย่างลับ ๆ ทั้งยังรู้ทันกับดักของจ้าวเซิงสองพ่อลูก ทำให้ผู้น้อยพาคนไปซุ่มเฝ้าอยู่แถวนั้นก่อนแต่เนิ่น ๆ ก็คงไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้”
ซูอู๋ตู้ส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็เป็นขุนนางดีเด่นของศาลาหยานอวี่”
ลี่สิงไม่มีสีหน้าใด ๆ รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้พูดจึงหุบปากไปดื้อ ๆ ไม่สนว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ซูอู๋ตู้รู้ว่าผู้นี้เป็นองครักษ์เงามาก่อน เช่นเดียวกับซูจืออี ล้วนไม่ใคร่พูดจา จงรักภักดีแต่ค่อนข้างซื่อทื่อ เขาไม่ได้ใส่ใจนัก โบกมือให้อีกฝ่ายถอยออกไป
หลังจากลี่สิงออกไป ซูอู๋ตู้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเคาะที่เท้าแขนเบา ๆ “ออกมา”
องครักษ์เงาที่เข้าเวรวันนี้ร่วงลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง คุกเข่าข้างเดียวตรงหน้า ก้มศีรษะรอรับคำสั่ง
ซูอู๋ตู้กล่าว “ไปเรียกจือเอ้อร์มา”
องครักษ์เงานั้นชะงัก เงยหน้ามองซูอู๋ตู้แวบหนึ่งแล้วก้มลงเร็ว พลางเอ่ยอย่างลังเล “ผู้น้อย...ก็คือจือเอ้อร์”
เขาควรแสร้งเดินออกไปแล้วค่อยกลับมาใหม่หรือไม่
ซูอู๋ตู้เงียบไปชั่วขณะ
นอกจากซูจืออีแล้ว เขาไม่เคยแยกแยะผู้อื่นอย่างจริงจังเลย เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ไม่ปรากฏอารมณ์ใดเป็นพิเศษ เพียงกล่าวเรียบ ๆ ว่า “เป็นเจ้าพอดี”
“โปรดสั่งการ นายท่าน”
“ตั้งแต่วันนี้ เจ้าเป็นผู้จัดการเรื่องการเข้าเวรขององครักษ์เงา ซูจืออีไม่ต้องเข้าเวร แต่ละวันจัดสองคนเป็นกลุ่ม หนึ่งคนตามข้า หนึ่งคนอารักขาซูจืออี”
