“ร้อนจัง รู้สึกว่า...ใกล้จะตายแล้ว!”
ซูหว่านฉิงนอนอยู่บนเตียง มือดึงเสื้อผ้าไม่หยุด เหงื่อหอมชุ่มโชกไปทั้งตัว
ประตูห้องนอนแง้มอยู่ เธอจ้องชายชราที่อยู่ในห้องรับแขกด้านนอกผ่านช่องประตู
จู่ ๆ เธอก็เกิดแรงปรารถนาประหลาด อยากให้ชายชราเข้ามาในห้องนอนของเธอ
“คุณอาหนิง รีบ...เข้ามาสิคะ”
เธอพึมพำด้วยแววตาพร่ามัว
ชายชราที่อยู่ในห้องรับแขกคือหนิงปู้ฝาน พ่อของหนิงฮวน เพื่อนสนิทของเธอ
เธอกับหนิงฮวนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เจียงตู คืนนี้เพื่อนร่วมชั้นหลายคนชวนไปงานร้องเพลง เธอดื่มเหล้าไปบ้าง จู่ ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวและร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
เธอเป็นนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ จึงเข้าใจทันทีว่าตัวเองถูกวางยา
ในสถานการณ์แบบนี้เธอไม่กล้ากลับบ้าน และไม่กล้าเข้าพักโรงแรม จึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากหนิงฮวนเพื่อนสนิท แล้วมาพักที่บ้านของพวกเขา คิดเสียว่าได้นอนที่นี่สักคืน พอยาหมดฤทธิ์ก็คงไม่เป็นไร
เมื่อสามชั่วโมงก่อน เธอเพิ่งมาถึงบ้านหนิงฮวน ตอนนั้นยังมีสติค่อนข้างดี จึงทักทายหนิงปู้ฝานอย่างสุภาพ แถมยังเรียกคุณอาหนิงเสียงหวาน
หนิงปู้ฝานต้อนรับเธออย่างกระตือรือร้น ยกห้องนอนให้แขกพัก ส่วนตัวเองก็นอนค้างคืนบนโซฟาในห้องรับแขกไปก่อน
สองชั่วโมงก่อน เมื่อฤทธิ์ยาเริ่มกำเริบ ซูหว่านฉิงที่นอนอยู่ในห้องนอนก็ร้อนผ่าวไปทั้งตัวราวกับเตาไฟ สติเริ่มเลือนรางลงเรื่อย ๆ
เธอมองผ่านช่องประตูที่ปิดไม่สนิท เห็นหนิงปู้ฝานนอนอยู่บนโซฟา กระแสความร้อนสายหนึ่งพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้เธอกระสับกระส่ายไม่สงบ
หนึ่งชั่วโมงก่อน เปลวไฟในใจเธอปะทุขึ้นราวกับถังดินปืน ระงับไม่อยู่เสียแล้ว
เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียง แล้วเดินไปทางห้องรับแขก
“ไม่ได้ ทำแบบนี้ไม่ได้”
สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดทำให้เธอหยุดอยู่ตรงประตูห้องนอน มือกำวงกบประตูไว้แน่น
แต่สายตากลับจับจ้องร่างชายชราบนโซฟาไม่วาง ราวกับมีพลังบางอย่างดึงดูดเธออยู่
“คุณอาหนิง ช่วย...หันมามองฉันหน่อยสิคะ”
เธอหวังเหลือเกินว่าหนิงปู้ฝานจะหันมาเห็นเธอ
หนิงปู้ฝานยังไม่รู้ว่าซูหว่านฉิงที่อยู่หลังประตูกำลังจับจ้องเขาอยู่ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังนอนไม่หลับ เพราะกำลังกลุ้มเรื่องค่าเช่าบ้าน
ค่าเช่าค้างมาสามเดือนแล้ว กลางวันเจ้าของบ้านเพิ่งเตือนเขาว่า หากภายในสองวันยังจ่ายค่าเช่าไม่ได้ ก็จะไล่เขากับหนิงฮวนออกไป
เขาเป็นแพทย์แผนจีน ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน แต่ตอนนี้เกษียณแล้ว ลูกสาวก็เรียนมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน มีแค่เงินบำนาญอย่างเดียวแทบไม่พอใช้
หนิงฮวนเป็นเพียงลูกบุญธรรมของเขา เมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อนเก่าคนหนึ่งฝากเด็กกำพร้าไว้ให้เขาดูแล เขาเลี้ยงดูเธอมายี่สิบปี ตอนนี้หนิงฮวนเรียนอยู่ชั้นปีที่สามแล้ว แต่หนิงปู้ฝานกลับไม่เคยแต่งงานตลอดชีวิต ยังคงเป็นชายโสดจนแก่
“ถ้าไม่มีทางจริง ๆ ก็คงต้องขายหยกชิ้นนี้แล้วล่ะ”
หนิงปู้ฝานถอดจี้หยกที่คอออกมา คิดกับตัวเองเงียบ ๆ
หยกชิ้นนี้พ่อแท้ ๆ ของหนิงฮวนมอบให้หนิงปู้ฝานไว้พร้อมกับฝากลูกสาว และกำชับให้เก็บรักษาให้ดี ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด แม้แต่หนิงฮวนก็ห้ามบอก
แต่ตอนนี้พวกเขาแทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว หนิงปู้ฝานจะยังมัวสนใจเรื่องนั้นไปทำไม? เขาจะปล่อยให้ลูกสาวลำบากไปกับตัวเองได้อย่างไร
พอคิดถึงตรงนี้ หนิงปู้ฝานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง อากาศร้อนเกินไป แถมห้องรับแขกก็ไม่มีเครื่องปรับอากาศ เขาจึงถอดเสื้อแล้วเริ่มเข้านอน
ซูหว่านฉิงหลบอยู่หลังประตู พอเห็นเขาเปลือยท่อนบน ร่างทั้งร่างของเธอก็เกร็งขึ้น เสื้อผ้าชุ่มเหงื่อหอมในพริบตา
สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกลบเลือนไปจนหมด เธอใช้มือสั่นเทาเปิดประตูห้องนอน แล้วค่อย ๆ เดินไปทางโซฟา
หนิงปู้ฝานเพิ่งหลับตาลง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหายใจถี่กระชั้นกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบา
เขารีบลุกขึ้นนั่ง อาศัยแสงไฟจากด้านนอกที่ส่องเข้ามา เห็นซูหว่านฉิงเดินออกมาจากห้องนอน หายใจหอบถี่ ลมหายใจของเธอเจือกลิ่นเหล้าจาง ๆ ปนกับกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ยังไม่ทันได้พูดอะไร ซูหว่านฉิงก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้หนิงปู้ฝานตั้งตัวไม่ทัน เขางุนงงไปทั้งคน สมองขาวโพลน
ตอนซูหว่านฉิงพุ่งเข้ามาเมื่อครู่ แรงของเธอมากเกินไป จี้หยกที่กำอยู่ในมือบาดฝ่ามือเขาจนเป็นแผล แต่เขากลับไม่รู้ตัวเลย
เลือดซึมเข้าไปในจี้หยก เปล่งแสงสีเขียวจาง ๆ ก่อนจะไหลผ่านบาดแผลบนฝ่ามือ แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเขา
สิบกว่านาทีต่อมา
หลังจากได้ระบายความต้องการ ซูหว่านฉิงก็ได้สติกลับมาในที่สุด
เธอรู้ว่าตัวเองก่อเรื่องเข้าแล้ว
เมื่อมองหนิงปู้ฝานที่อยู่ข้างใต้ ความรู้สึกหลากหลายก็ประดังประเดเข้ามา เพราะสิ่งที่เธอทำเมื่อครู่ เธอมีสติตลอดทั้งเหตุการณ์
“คุณอาหนิง ช่วย...ฟังฉันอธิบายได้ไหมคะ?”
เธอไม่ได้ร้องไห้ และไม่ได้ลนลานหนีไป
แม้จะทั้งน้อยใจและอับอาย แต่เรื่องเกิดขึ้นแล้ว มีเพียงการเผชิญหน้าอย่างใจเย็นเท่านั้นที่จะไม่ทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปกว่าเดิม
“หนูซู ช่วย...ลงไปก่อนได้ไหม?”
หนิงปู้ฝานรู้สึกแค่ว่าเอวของตัวเองใกล้จะหักเต็มที หากเป็นแบบนี้ต่อไป คงได้พังกันพอดี
“ขอโทษค่ะ ฉัน...”
ใบหน้าสวยของซูหว่านฉิงแดงก่ำ เธอลนลานรีบลงจากตัวเขา
จากนั้นก็อธิบายเรื่องที่เธอถูกวางยาให้ฟัง
“อาเข้าใจแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของหนู”
หนิงปู้ฝานพูดพลางค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
เขากำลังจะสวมเสื้อ ซูหว่านฉิงก็โผเข้ากอดเขาอีกครั้ง ทำเอาหนิงปู้ฝานตกใจจนสะดุ้ง หรือฤทธิ์ยาจะกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว?
แต่เขาแก่ปูนนี้แล้ว ถ้าต้องมาอีกรอบ พรุ่งนี้คงเดินไม่ไหวแน่
หนิงปู้ฝานรีบพูดว่า “หนูซู อาไม่ไหวจริง ๆ แล้ว เอาอย่างนี้ไหม อาจะหาวิธีอื่นช่วยหนูเอง”
