เสียงนั้นฟังคุ้นหูมาก เย่เฟิงรีบลุกขึ้นไปที่หน้าต่างแล้วชะโงกมองลงไป
เห็นชายหนุ่มหน้าตาซื่อ ๆ รูปร่างล่ำสันยืนอยู่ด้านล่าง มือหิ้วถุงใหญ่ถุงเล็กเต็มสองข้าง เงยหน้าสบตากับเย่เฟิงพอดี
พอเห็นเย่เฟิงโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่าง อีกฝ่ายก็ยิ้มกว้างแล้วร้องบอกว่า “เฟิงจื่อ รีบลงมาเปิดประตูหน่อยสิ!”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านล่างชื่อถูหย่งเหิง เป็นคนที่อาศัยอยู่ในตรอกเดียวกัน
เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเย่เฟิง ทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นที่โตมาด้วยกัน นิสัยซื่อสัตย์และจริงใจ
ไม่ว่าจะเป็นตอนเรียนประถมหรือมัธยมต้น ทั้งคู่ก็อยู่ห้องเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งขึ้นมัธยมปลายและต้องแยกห้องกัน ความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ ห่างออกไป
หลังจากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งคู่ยังติดต่อกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่จะมีโอกาสเจอกันก็แค่ตอนกลับบ้านช่วงเทศกาลสำคัญ
หลังเรียนจบ เย่เฟิงตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะบริหารกลุ่มบริษัทอวิ๋นเฟิง
ส่วนถูหย่งเหิงเรียนจบจากวิทยาลัยครูระดับกลาง ๆ แห่งหนึ่ง แล้วไปเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนมัธยมต้นในเมืองหลวงของมณฑล ต้องสูดฝุ่นชอล์กทุกวัน
ในที่สุดเขาก็ได้เป็นครูผู้สอนประชาชนอย่างภาคภูมิใจ
เย่เฟิงยังจำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ของเด็กวัยเดียวกันหลายคนในตรอกนี้ไม่ยอมให้ลูกตัวเองมาเล่นกับเขา
เหตุผลง่าย ๆ คือหลังจากเฉินเหมย แม่ของเย่เฟิง ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ในตอนนั้น นางก็ไม่ได้แต่งงานใหม่อีกเลย
คนแถวนี้มีความเชื่อว่าไม่ควรปล่อยให้ลูกไปเล่นกับลูกของแม่ม่าย เพราะจะนำโชคร้ายมาให้
แต่ที่พูดว่าเป็นความเชื่อนั้น แท้จริงแล้วก็เพราะพวกแม่บ้านกลัวว่าสามีของตัวเองจะอาศัยข้ออ้างว่ามาตามหาลูก แล้วแอบไปบ้านคนอื่น
