“หอมไหม?”
“นี่พ่อทำให้โค่วโค่วเป็นพิเศษเลยนะ!”
เย่เฟิงถอดผ้ากันเปื้อนออก เดินมาที่โต๊ะอาหารพลางพูด
“ขอบคุณค่ะพ่อ!”
โค่วโค่วอยู่ในอ้อมแขนของเซวียนเซวียน ดวงตากลมโตใสแจ๋วเป็นประกายระยิบระยับ
หลิ่วอิ๋งอิ๋งที่กำลังหยิบชามกับตะเกียบได้ยินเข้าก็กลอกตาใส่ เขานี่มันจอมโกหก เมื่อกี้ยังบอกว่าทำกับข้าวให้ฉันเป็นพิเศษอยู่เลย หลอกทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จริง ๆ...
เย่เฟิงไม่สนใจอาการหึงหวงของหลิ่วอิ๋งอิ๋ง เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตามลำพัง
“เย่เฟิง ไม่คิดเลยว่านายจะทำกับข้าวเก่งขนาดนี้!”
เซวียนเซวียนเองก็ถูกกลิ่นอาหารยั่วน้ำลาย มองกับข้าวที่ทั้งสีสันและกลิ่นชวนน่ากินเต็มโต๊ะแล้วอดเอ่ยด้วยความประหลาดใจไม่ได้
เธอรู้ว่าเย่เฟิงเป็นประธานบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มบริษัทอวิ๋นเฟิง
แต่พอแอบมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่าตอนนี้เขาไม่มีมาดประธานผู้กุมบังเหียนในโลกธุรกิจเลยสักนิด
ต่างจากตอนที่เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมอยู่ในตระกูลหลิ่วราวกับเป็นคนละคน
ตอนนี้เย่เฟิงพูดจานุ่มนวลอ่อนโยน แถมยังทำกับข้าวเก่งอีกต่างหาก กลับดูเหมือนผู้ชายรักครอบครัวมากกว่า
การได้ผู้ชายแบบนี้มาอยู่ข้างกาย ช่างเป็นโชคดีราวกับได้รับพรจากสวรรค์
เซวียนเซวียนอดแอบอิจฉาอยู่ในใจไม่ได้
“เซวียนเซวียน กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันป้อนโค่วโค่วเอง”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งยิ้มอ่อนโยน ตัดความคิดของเซวียนเซวียน
จากนั้นก็รับโค่วโค่วมา นั่งลงบนเก้าอี้ ตักข้าวให้ลูกสาว แล้วยังไม่ลืมดูแลเย่เฟิงด้วย
“มา ๆ ลองชิมฝีมือฉันดู”
เย่เฟิงรับชามข้าวที่หลิ่วอิ๋งอิ๋งยื่นให้ แล้วคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของเธออย่างเป็นธรรมชาติ