ซูเวยเวยตอบอย่างไม่ลังเล
เย่เฟิงไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่คิดจะรับของมาเปล่า ๆ
เขาวางเสื้อผ้าที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้ลงบนเคาน์เตอร์คิดเงิน แล้วพูดขึ้นว่า “เวยเวย ร้านของเธอดูเหมือนจะขายไม่ค่อยดีนะ?”
พอได้ยินดังนั้น ซูเวยเวยก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมาเล็กน้อย ความจริงแล้วร้านเสื้อผ้าที่เธอดูแลอยู่ใกล้จะต้องปิดตัวลงเต็มที
เธอค้างค่าเช่าห้างมาหลายเดือนแล้ว หากยังไม่จ่ายค่าเช่า ก็จะถูกไล่ปิดร้าน
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่อจากนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ซูเวยเวยเคยตามจีบเย่เฟิงอย่างหนัก แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเย่เฟิงคบหากับหลิ่วอิ๋งอิ๋งไปแล้ว
หลังเรียนจบ เธอหมดอาลัยตายอยาก จึงแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งไปส่ง ๆ
เดิมทีเธอคิดว่า ขอแค่ไม่ใช่คนที่ตัวเองรัก จะแต่งกับใครก็เหมือนกัน
ใครจะคิดว่าสามีของเธอจะติดการพนันจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่เคยใส่ใจครอบครัวเลย
หลังจากคลอดลูกชาย เธอก็ต้องบริหารร้านเสื้อผ้าแห่งนี้เพียงลำพังเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว มีความทุกข์ก็พูดออกมาไม่ได้
เธอได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วบอกว่า “ไม่ปิดบังนายหรอก ฉันใกล้จะเจ๊งแล้ว ถ้านายอยากได้เสื้อผ้าก็เลือกเพิ่มอีกสักสองสามชุดสิ”
เย่เฟิงไม่ได้แปลกใจ เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ ๆ ก็มีคนหลายคนเดินเข้ามาจากด้านนอก พวกเขาสวมชุดสูท ดูคล้ายพนักงานของห้าง
ทันทีที่เข้ามาในร้าน พวกเขาก็พูดกับซูเวยเวยว่า “คุณซู ร้านของคุณค้างค่าเช่ามาหลายเดือนแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้าย เราต้องปิดร้านแล้ว”
สีหน้าของซูเวยเวยเปลี่ยนไป เธออ้อนวอนพนักงานห้างด้วยท่าทีแทบจะคุกเข่าขอร้อง “พวกคุณให้เวลาฉันอีกสักหน่อยได้ไหม ถ้าหาเงินได้ ฉันจะรีบจ่ายค่าเช่าทันที”
