ใต้แท่นบูชาเงียบสงัด ไร้สรรพเสียง
ตี้จวิ้นเงยหน้ามองแท่นบูชาหยกสูงเก้าชั้น แววตาฉายความรู้สึกลึกล้ำวูบหนึ่ง ก่อนก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก
ไท่อี่ ฝูซี และหนี่ว์วาทั้งสามติดตามอยู่เบื้องหลัง เคียงไหล่กันเดินอย่างสงบนิ่ง ร่างทั้งสี่เรียงกันเป็นลำดับ ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามบันไดของแท่นบูชา
ทุกครั้งที่ขึ้นไปหนึ่งชั้น ระฆังและเครื่องดนตรีหินรอบแท่นบูชาก็ส่งเสียงกังวานตามลำดับ ท่วงทำนองใสกังวานยาวนานแผ่สะท้อนไปทั่วท้องฟ้าเหนือดาวสุริยัน ควันธูปสีทองแดงลอยกรุ่นขึ้นจากกระถางทั้งสองข้างแท่น ค่อย ๆ ทะยานขึ้นไปท่ามกลางไอร้อนของเพลิงสุริยันแท้ ก่อนรวมตัวกันเป็นเมฆมงคลพร่างพราวเหนือแท่นบูชา
จักรพรรดิทั้งสี่ขึ้นไปถึงยอดแท่นแล้วหันหน้าเข้าหาฟ้าคราม ไป๋เจ๋อยืนอยู่ด้านข้าง มือถือม้วนตำราหยก เอ่ยเสียงใสกังวานและเคร่งขรึมไปทั่วลานกว้างว่า “ได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว! พิธีสถาปนาเผ่าปีศาจเริ่มต้น ณ บัดนี้! ปีศาจทั้งหลาย จงคุกเข่าคารวะ!”
ตี้จวิ้นคุกเข่าลงก่อน ไท่อี่ ฝูซี และหนี่ว์วาจึงคุกเข่าตาม เหล่าผู้บำเพ็ญเผ่าปีศาจนับหมื่นใต้แท่นบูชาต่างก้มลงพร้อมกัน เสียงเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะพร้อมเพรียง พวกเขาคำนับสามครั้ง โขกศีรษะเก้าครา เมื่อพิธีใหญ่เสร็จสิ้น ทั่วทั้งดาวสุริยันราวกับเหลือเพียงเสียงสายลมกับลมหายใจ
ตี้จวิ้นลุกขึ้นช้า ๆ รับม้วนตำราหยกจากมือไป๋เจ๋อ แล้วประคองไว้เบื้องหน้าอกด้วยสองมือ
เบื้องหลังเขา เงาอีกาทองสามขาขนาดมหึมาพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า กางปีกสีทองบดบังฟ้าดิน เพลิงสุริยันแท้อันร้อนแรงสาดลงมาจากขนปีกทุกเส้น ปกคลุมแท่นบูชาทั้งหมดไว้ในแสงทองเจิดจ้า
ตี้จวิ้นเอ่ยขึ้น
สุ้มเสียงของเขาไม่ดังนัก ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนแจ่มแจ้ง ราวกับแฝงพลังบางอย่างที่ก้องประสานกับฟ้าดิน ทะลวงชั้นเปลวเพลิงของดาวสุริยัน แผ่ไปทั่วทุกมุมของโลกบรรพกาล
