ภายในห้วงโกลาหล เจี้ยอินประคองจุ่นถีที่อ่อนปวกเปียกไว้ ใบหน้าเขียวคล้ำ
เขาก้มมองคราบเลือดที่ยังติดอยู่ตรงมุมปากของศิษย์น้อง ก่อนเงยหน้ามองนักพรตชุดเทาผู้นั้น แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่กดข่มไว้จนถึงขีดสุด
เสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบ “สหายเต๋ากล้าทิ้งนามไว้หรือไม่ วันนี้พวกเราสองพี่น้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ วันหน้าพวกเราจะไปเยี่ยมเยือนเพื่อขอคำชี้แนะอีกครั้ง”
นักพรตชุดเทาได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ ในเสียงหัวเราะนั้นไม่มีแววเยาะเย้ย ไม่มีความลำพองใจ มีเพียงความสงบนิ่งจาง ๆ ราวกับกำลังชมเรื่องชวนหัวเรื่องหนึ่ง
“ข้ามีนามว่านักพรตสือเฉิน” เขาจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ น้ำเสียงสบาย ๆ “วันหน้าหากคิดตามล้างแค้นข้า ก็จงมาหาข้าในห้วงโกลาหล วิหารเต๋าของข้าอยู่ลึกเข้าไปในห้วงโกลาหลนี่เอง เพียงแต่—”
เขามองเจี้ยอินอย่างมีนัย “พวกเจ้าสองพี่น้องจะหาเจอหรือไม่ ก็ต้องดูความสามารถของพวกเจ้าแล้ว”
สิ้นเสียง ร่างของนักพรตสือเฉินพลันโปร่งใสขึ้น คล้ายภาพวาดหมึกที่ถูกสาดด้วยน้ำใส ขอบภาพเริ่มพร่าเลือนและสลายไป
เพียงชั่วลมหายใจ เขาก็กลายเป็นจุดแสงเล็กละเอียดนับไม่ถ้วน กระจายไปทั่วห้วงโกลาหลประหนึ่งหมู่ดาวที่ถูกสายลมพัดกระจาย ไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ
ไร้กลิ่นอาย ไร้เหตุและผล ไร้เงาหลงเหลือ ราวกับบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงนี้และมีวาจาคมกริบเมื่อครู่ไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
ห้วงโกลาหลจมสู่ความเงียบงันอันประหลาด
หมิงเหอขมวดคิ้วแน่น หลับตาสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ากลับจับเบาะแสเหตุและผลไม่ได้แม้แต่น้อย คุนเผิงเองก็แผ่ญาณกวาดไปทั่วบริเวณหลายหมื่นลี้ ทว่ากลับเหมือนกวาดผ่านความว่างเปล่า ไม่พบสิ่งใดเลย เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ขั้นว่าที่ปราชญ์หลายคนมองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัยอย่างปิดไม่มิด
