เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โม่ชิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
เขาประคองขวดหยกที่บรรจุแก่นหยกผานกู่สิบสองหยดไว้กลางฝ่ามือ แล้วเร่งพลังเวท ปลดผนึกตรงปากขวด แก่นหยดหนึ่งพลันลอยออกจากขวด ราวกับมีชีวิต ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้า
แก่นหยกสีขาวน้ำนมสะท้อนประกายอ่อนละมุนใต้แสงตะวัน ภายในคล้ายมีจุดแสงเล็กจิ๋วนับไม่ถ้วนไหลเวียนไม่หยุด แต่ละจุดล้วนแฝงพลังชีวิตอันยิ่งใหญ่จนถึงขีดสุด
โม่ชิงอ้าปากดูดแก่นหยกหยดนั้นเข้าปาก ทันทีที่กลืนลงคอ มันก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสร้อนระอุ พุ่งไปตามเส้นลมปราณสู่แขนขาและอวัยวะทั่วกาย
ความรู้สึกนั้นราวกับมีใครกรอกภูเขาไฟเข้าไปในร่องกระดูกของเขา
โม่ชิงกัดฟันแน่น โคจรเคล็ดวิวัฒน์เต๋าหงเหมิงอย่างสุดกำลัง ชักนำพลังบ้าคลั่งสายนั้นให้หลอมปรับร่างกายอย่างต่อเนื่อง
พลังของแก่นหยกแตกต่างจากโลหิตแท้ผานกู่ที่เขาเคยหลอมรวมมาก่อน โลหิตแท้เน้นยกระดับรากฐานและการบำเพ็ญ ส่วนแก่นหยกส่งผลต่อร่างกายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกระดูก เส้นเอ็นและเส้นลมปราณ เลือดเนื้อ ผิวหนัง กระทั่งทุกเซลล์ ล้วนถูกพลังอันอ่อนละมุนแต่ยิ่งใหญ่หลอมปรับ ฉีกทำลาย และประกอบขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หยดที่หนึ่ง หยดที่สอง หยดที่สาม…
ทุกครั้งที่แก่นหยกหนึ่งหยดหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย ร่างของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอีกส่วน กระดูกแน่นหนาและแข็งแกร่งกว่าเดิม เส้นเอ็นและเส้นลมปราณกว้างขึ้นและเหนียวทนกว่าเดิม พลังที่แฝงอยู่ในเลือดเนื้อทะยานขึ้นด้วยความเร็วแทบคลุ้มคลั่ง
ทั่วร่างเริ่มแผ่กลิ่นอายเก่าแก่ไพศาลเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือกลิ่นอายของเทพบรรพกาลผานกู่ เก่าแก่และหนักแน่น ดุจแก่นแท้แห่งขุนเขาสายน้ำที่ตกตะกอนมานับร้อยล้านปี
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างเงียบงันระหว่างการหลอมแก่นหยก
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดโม่ชิงก็หลอมแก่นหยกผานกู่หยดสุดท้ายจนหมดสิ้น
