วันสิ้นปี เวินเหลียงนำเงินยี่สิบหยวนที่ป้าจ้าวทิ้งไว้ไปซื้อแป้งสาลีถุงเล็ก ๆ น้ำตาลทรายแดงครึ่งชั่ง และนมข้นหวาน 1 กระป๋องที่ตลาดในตัวเมือง เขาไม่กล้าซื้ออย่างอื่นอีก กำเงินไว้แน่นจนชุ่มเหงื่อ ขากลับเจอป้าจางตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ป้าจางยัดหมูหมักชิ้นหนึ่งลงในตะกร้าของเขา พลางบอกว่า “ปีใหม่ทั้งที กินของดี ๆ สักมื้อ” เขาพยายามปฏิเสธอยู่สองครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงต้องรับไว้
พอตกเย็น เขาก็ยกเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กมานั่งหน้าเตา คอยเติมฟืน เด็กหญิงถูกวางไว้บนเตียง มีหมอนกับเสื้อบุนวมที่พับซ้อนไว้ล้อมรอบ เพื่อไม่ให้เธอพลิกตัวได้ เขาเติมฟืนไปพลาง หันกลับไปมองเธอเป็นระยะ เติมฟืนครั้งหนึ่งก็มองทีหนึ่ง
แป้งในกะละมังเคลือบถูกนวดจนเข้ากันและพักไว้ให้ขึ้นฟูแล้ว เขาไม่ค่อยมีประสบการณ์ฉลองปีใหม่ เมื่อก่อนอยู่คนเดียว แค่แทะหมั่นโถวแห้ง ๆ สักก้อนก็ผ่านไปได้ แต่ปีนี้ไม่เหมือนเดิม ในบ้านมีคนเพิ่มมาอีกคน แม้ตัวจะเล็กไปหน่อย แต่ก็นับเป็นสมาชิกในบ้านได้เหมือนกัน
เขาคิดว่าจะนึ่งหมั่นโถวไส้น้ำตาลทรายแดงสักหม้อ แล้วทำแกงจืดไข่ฝอยอีกหนึ่งชาม ส่วนหมูหมักก็หั่นเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วผัดน้ำมัน นี่เป็นมื้อส่งท้ายปีที่หรูหราที่สุดเท่าที่เขานึกออกแล้ว
ตอนน้ำเดือดและกำลังจะยกซึ้งขึ้นนึ่ง เด็กหญิงส่งเสียงครางงึมงำอยู่ในห้องสองสามครั้ง เวินเหลียงรีบเช็ดมือแล้วเข้าไปอุ้มเธอ พออุ้มขึ้นมาได้ เธอก็หยุดส่งเสียง ดวงตากลมดำกลอกมองไปมา จ้องหน้าเขา หลายวันนี้เธอเริ่มจำคนได้แล้ว เวลาตื่น สายตาจะตามเวินเหลียงไป เขาเดินไปทางไหน เธอก็มองตามไปทางนั้น
เวินเหลียงอุ้มเธอยืนอยู่ข้างเตา มือข้างหนึ่งเปิดฝาซึ้งดู ไอร้อนสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาปะทะหน้า หมั่นโถวกำลังพองฟู กลิ่นหวานของน้ำตาลทรายแดงผสมกับกลิ่นหอมของแป้งสาลีอบอวลไปทั่วห้อง
“ใกล้เสร็จแล้ว” เขาพูดกับอากาศ เด็กหญิงฟังไม่เข้าใจ แต่ได้ยินเสียงเขาแล้วก็ขยับปากน้อย ๆ ราวกับกำลังตอบรับ
ตอนยกหมั่นโถวออกจากซึ้ง เวินเหลียงโดนลวกมือ เขารีบร้อนเกินไป พอเปิดผ้าคลุมซึ้ง ไอร้อนก็พุ่งใส่นิ้วมือ เขาสูดปาก “ซี้ด” แล้วรีบชักมือกลับ ปลายนิ้วแดงเถือกขึ้นมาทันที เขาจุ่มมือลงในน้ำเย็นครู่หนึ่ง ก่อนกลับไปหักหมั่นโถวออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ เป่าแล้วเป่าอีก ลองแตะริมฝีปากตัวเองเพื่อเช็กอุณหภูมิ จากนั้นจึงค่อยยื่นไปที่ปากเด็กหญิง
เด็กหญิงเลียเบา ๆ เธอยังไม่มีฟัน เคี้ยวไม่ไหว แต่หมั่นโถวไส้น้ำตาลทรายแดงนุ่มมาก เธอใช้เหงือกบดจนได้นิดหนึ่ง แล้วดวงตาก็โค้งขึ้นเล็กน้อย เวินเหลียงไม่แน่ใจว่านั่นเรียกว่ารอยยิ้มหรือเปล่า แต่คิ้วกับดวงตาของเธอหรี่เข้าหากันจริง ๆ มุมปากก็ยกขึ้นนิดเดียว
เวินเหลียงยืนอยู่ข้างเตา มือยังแสบร้อน ขณะมองใบหน้าเล็ก ๆ นั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าปีใหม่นี้ผ่านไปได้แล้ว
ในคืนวันสิ้นปี เสียงประทัดดังต่อเนื่องอยู่ข้างนอก บ้านข้าง ๆ จุดดอกไม้ไฟ แสงสว่างวาบเป็นระยะส่องผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา เด็กหญิงสะดุ้งตื่นเพราะเสียงประทัดถึงสองครั้ง ครั้งแรกเธอส่งเสียงงอแงสองสามที เวินเหลียงตบหลังปลอบเบา ๆ แล้วเธอก็หลับต่อ แต่ครั้งที่สองเสียงประทัดดังถี่เกินไป เธอจึงร้องไห้จ้า เสียงร้องบาดใจ
เวินเหลียงรีบอุ้มเธอขึ้นจากเตียง ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ ตัวน้อย ๆ สะอึกสะอื้นไม่หยุด ตกใจกับเสียงประทัดสนั่นฟ้าจนซุกเข้าหาอ้อมอกเขา
เวินเหลียงห่อตัวเธอไว้ในเสื้อบุนวมแล้วอุ้มไปนั่งข้างเตาไฟ ใช้มือปิดหูข้างหนึ่งให้เธอ ปล่อยให้ใบหน้าเล็กแนบอยู่กับอกเขา เสียงประทัดสั่นสะเทือนผ่านแผ่นอกจนฟังอู้อี้ เด็กหญิงค่อย ๆ สงบลง ก่อนหลับไปในอ้อมแขนทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น
ข้างนอกยิ่งครึกครื้น ในบ้านก็ยิ่งเงียบสงบ เวินเหลียงอุ้มเธอนั่งบนเก้าอี้เตี้ยหน้าเตาไฟ ในเตายังมีถ่านคุแดงเรืองแสง ส่องใบหน้าด้านข้างของเขา เขาก้มมองใบหน้าที่หลับสนิทในอ้อมแขน แล้วเงยหน้ามองแสงที่วูบไหวอยู่นอกหน้าต่าง
นอกบ้านซอมซ่อ มีป้ายคู่ปีใหม่สีแดงสดของบ้านใครสักหลังสะท้อนแสงหิมะ แปะข้อความว่า “อยู่ในสถานที่อันเป็นมงคล รุ่งเรืองพันปี”
เวินเหลียงอ่านหนังสือไม่ออก แต่เขาคิดว่านั่นคงเป็นคำอวยพรที่ดี
หลังปีใหม่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ หิมะละลาย น้ำแข็งบนผิวแม่น้ำเริ่มแตกร้าว เวินจือเซี่ยอายุครบเดือนแล้ว ตัวกลมขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งถูกเก็บมา ใบหน้าเล็ก ๆ มีเนื้อมีหนัง แขนขาก็ยาวขึ้น ป้าจางแวะมาทุกสองวัน ทุกครั้งที่มาก็จะอุ้มเธอขึ้นมาชั่งน้ำหนักในอ้อมแขน “ตัวหนักขึ้นแล้ว! เลี้ยงได้ไม่เลวเลยนะ”
เวินเหลียงฟังอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร แต่ริมฝีปากจะยกขึ้นนิดหนึ่ง เขารู้ว่าตัวเองเลี้ยงได้ไม่ดี นมผงผสมกับน้ำข้าวต้มให้กิน กลางดึกพอตื่นมาก็ลนลานชงนม เปลี่ยนผ้าอ้อมไม่บ่อยพอ จนก้นของเด็กหญิงเป็นผื่นแดง
ป้าจางดุเขายกใหญ่ แล้วสอนให้ต้มน้ำดอกสายน้ำผึ้งล้างก้นเด็ก คืนนั้นเขาต้มน้ำค้างไว้ทั้งคืน เปลี่ยนผ้าอ้อมสี่ห้าครั้ง พอตื่นเช้ามาผื่นแดงก็ยุบลงไปเกือบหมด
วันเวลาผ่านไปเช่นนั้น เวินเหลียงเรียนรู้วิธีซักผ้าอ้อม ทุกวันเขาจะรวบรวมไว้สี่ห้าผืน แล้วหิ้วกะละมังไปขยี้ที่บ่อน้ำทางตะวันออกของหมู่บ้าน น้ำในฤดูหนาวเย็นราวกับคมมีด มือของเขามีรอยแตกอยู่เต็มไปหมด พอจุ่มลงในน้ำเย็น รอยแตกก็มีเลือดซึมออกมา
เขาไม่ปริปากบ่น ซักเสร็จก็บิดให้แห้งแล้วหิ้วกลับไปตาก หลายครั้งป้าจางเดินผ่านแล้วเห็นเข้า ก็ไล่เขาไป ก่อนจะนั่งยอง ๆ ซักให้เอง เวินเหลียงยืนขยี้มืออยู่ข้าง ๆ เหมือนนักเรียนที่ทำผิดแล้วถูกลงโทษ
คนในหมู่บ้านเห็นเข้า บ้างก็ส่ายหน้า บ้างก็เบ้ปาก บ้างก็ไม่พูดอะไร มีคนซุบซิบลับหลังว่า “คนบ้าเลี้ยงเด็ก จะต่างอะไรกับเลี้ยงหมาสักตัว” แต่บางคนพอมองไปนาน ๆ ก็เริ่มเงียบเสียงลง เด็กคนนั้นไม่เคยป่วยเพราะหนาว ไม่เคยอดจนผอม แม้เสื้อผ้าจะเก่าแต่ก็สะอาดเรียบร้อย คนบ้าคนหนึ่งเลี้ยงเด็กได้ถึงขนาดนี้ คนอื่นก็ไม่มีอะไรให้เอาไปนินทามากนัก
วันขึ้น 15 ค่ำเดือนหนึ่ง ป้าจางเอาแป้งข้าวเหนียวถุงเล็ก ๆ มาให้ “เทศกาลโคมไฟ ปั้นบัวลอยให้เด็กกินสักหน่อย จะได้เหมือนฉลองเทศกาล” เวินเหลียงปั้นบัวลอยไม่เป็น ป้าจางจึงสอนจับมือทำ บิแป้งออกมาชิ้นเล็ก ๆ แล้วคลึงให้กลม ฝ่ามือต้องเว้าเป็นโพรง ไม่อย่างนั้นจะปั้นไม่กลม เขาปั้นออกมาสิบกว่าลูก ขนาดไม่เท่ากัน แถมยังเบี้ยวไปเบี้ยวมา ป้าจางเห็นแล้วทนไม่ไหว จึงผลักเขาออกไปปั้นเอง
ตอนเอาบัวลอยลงต้ม เวินเหลียงอุ้มเด็กหญิงยืนอยู่ข้าง ๆ ไอน้ำลอยขึ้นมา เด็กหญิงยื่นมือออกไปคว้าอากาศสองสามที เวินเหลียงวางบัวลอยข้าวเหนียวที่ปล่อยให้เย็นแล้วลงในมือเธอ ลูกเล็กเท่าเล็บนิ้วก้อย เด็กหญิงกำไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะยัดเข้าปาก เธอขบเบา ๆ แต่ไม่มีฟันจึงกัดไม่ขาด ทว่าความหวานละมุนของข้าวเหนียวทำให้ดวงตาของเธอโค้งขึ้นอีกครั้ง
เวินเหลียงยืนมองเธออมบัวลอยแก้มป่องขึ้นมาเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายหนูแฮมสเตอร์ที่กำลังกักตุนอาหาร
“อร่อยไหม?” เขาถาม
เด็กหญิงย่อมตอบไม่ได้ เธอคายบัวลอยออกมาแล้วหยิบกลับเข้าไปในปาก เล่นอย่างเพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ
เวินเหลียงมองเธอ มุมปากยกขึ้นอีกนิด
ป้าจางถือชามเดินเข้ามา มองเวินเหลียงแล้วก็มองเด็กหญิง จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “รู้ไหมว่าตอนนี้เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว?”
เวินเหลียงชะงักไป “ไม่เหมือนตรงไหน?”
ป้าจางไม่ได้ตอบตรง ๆ เธอวางชามลง ปัดแป้งที่ติดมือออก แล้วพูดว่า “เมื่อก่อนเธอเดินก้มหน้า ใครเรียกก็ไม่เคยขานรับ ตอนนี้อุ้มเด็กไปซักผ้าอ้อมที่บ่อน้ำ พอมีคนทักก็รู้จักพยักหน้าแล้ว เธอไม่รู้สึกบ้างเหรอ?”
เวินเหลียงก้มมองเด็กหญิงในอ้อมแขน เธอเล่นบัวลอยจนเละติดมือและใบหน้า กำลังยื่นมือเปื้อนข้าวเหนียวทั้งสองข้างมาหาเขา
เขาเอนตัวหลบไปด้านหลัง
ป้าจางหัวเราะ “เห็นไหม เธอยังรู้จักหลบด้วย เมื่อก่อนหวังหู่ตีเธอ เธอยังไม่รู้จักหลบเลย”
เวินเหลียงไม่ตอบ เขาจับมือเด็กหญิงไว้เบา ๆ แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดแป้งข้าวเหนียวบนใบหน้าของเธอออก เด็กหญิงไม่พอใจ จึงขมวดคิ้วส่งเสียงงึมงำ
ดวงจันทร์ลอยขึ้นเหนือหน้าต่าง กลมโตและสว่างไสว คืนขึ้น 15 ค่ำเดือนหนึ่ง เทศกาลโคมไฟ ในบ้านซอมซ่ออบอวลด้วยกลิ่นหอมหวานของบัวลอยข้าวเหนียว เด็กหญิงนอนอยู่บนเตียง ส่งเสียงจุ๊บจั๊บขณะหลับ เวินเหลียงนั่งอยู่ริมเตียง พับเรือลำเล็กจากหนังสือพิมพ์เก่าที่เก็บกลับมาได้ตอนกลางวัน แล้ววางไว้ข้างหมอน
เขาไม่รู้ว่าเธอจะเข้าใจมันได้เมื่อไร แต่ไม่เป็นไร เขารอได้
เธอยังมีเวลาทั้งชีวิตค่อย ๆ ทำความเข้าใจ
