เมิ่งฉวินเดินเข้ามาในร้านกาแฟพร้อมกลิ่นอายชื้นฝนที่ติดตัวมา
ค่ำคืนและม่านฝนด้านนอกประตูราวกับเป็นฉากหลังที่จัดวางไว้อย่างเหมาะเจาะ เขาสวมชุดสูทโดยไม่กางร่ม ผมดำเปียกชื้นไปครึ่งหนึ่ง หยดน้ำสองสามหยดไหลจากปลายผมผ่านแนวคิ้วคมกริบ หยุดค้างอยู่บนกรามครู่หนึ่ง ก่อนจะร่วงหล่นลงมา
เมิ่งฉวินสูงเกินคนทั่วไป เมื่อสวมชุดสูทสีดำตัดเย็บอย่างประณีต ความรู้สึกแรกที่เขามอบให้จึงไม่ใช่ความสุภาพหล่อเหลา แต่เป็นแรงกดดัน
ไหล่กว้างได้รูปดันชุดสูทจนเรียบตึงไร้รอยยับ เส้นกล้ามเนื้อใต้เนื้อผ้าปรากฏเลือนราง แฝงพลังแข็งแกร่งที่พร้อมระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
เขากวาดตามองโถงร้านกาแฟ ก่อนจะมุ่งตรงไปยังมุมร้าน
ลูกพี่ลูกน้องสังเกตเห็นว่าอวี้เหมี่ยวเหมี่ยวใจลอย จึงมองตามไปทางนั้น แล้วรอยยิ้มที่เหมือนเข้าใจทุกอย่างก็ผุดขึ้นบนใบหน้า
“อะไร? ชอบผู้ชายแบบนั้นเหรอ?”
“โจรชุดสูท?”
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวถอนสายตากลับมา ก้มหน้าจิบกาแฟ “นั่นเมิ่งฉวิน”
ลูกพี่ลูกน้องร้อง “โอ้” เสียงยาวเหยียด ยังคงยิ้มแย้มพลางเท้าคางจ้องอวี้เหมี่ยวเหมี่ยว
“งั้นฉันก็พูดไม่ผิดนี่ โจรชุดสูท”
สองคำสุดท้ายเขาพูดเสียงเบามาก เบาหวิวและอ่อนโยนละมุนละไม
ตระกูลเมิ่งเริ่มต้นจากโลกมืด เมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นคนของก๊กส่งของทางเรือ หลังสถาปนาประเทศจึงค่อย ๆ ฟอกตัวให้ขาวสะอาด และยังคงเดินอยู่บนเขตสีเทา
บางทีเพราะเคยใช้ชีวิตเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย จึงเข้าใจความสำคัญของทายาทเป็นอย่างดี คนตระกูลเมิ่งมีลูกมากขึ้นในทุกรุ่น จนถึงวันนี้ก็เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านสาขาแผ่ไพศาล
เมิ่งฉวินคือผู้กุมอำนาจของคนรุ่นนี้
ครอบครัวของลูกพี่ลูกน้องมีข้อขัดแย้งทางธุรกิจกับตระกูลเมิ่งอยู่บ้าง ประกอบกับสายตาที่อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวมองเมิ่งฉวินเมื่อครู่ ตอนนี้เขาจึงมองเมิ่งฉวินอย่างไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด
