อวี๋หว่านหว่านไม่ได้ขยับ แต่คนที่ยอง ๆ อยู่ตรงหน้ากลับขยับก่อน มือเรียวค่อย ๆ ยกขึ้นมาบีบแก้มของตัวเองเบา ๆ
นุ่มดี แต่ไม่ค่อยมีเนื้อเท่าไร ปลายนิ้วแตะเข้ากับแก้มเย็นเฉียบของเด็กสาว ราวกับสัมผัสก้อนน้ำแข็ง
“สัมผัสไม่ค่อยดีเลยนะ” ไป๋รั่วหลีพึมพำกับตัวเอง
ขนตาของเด็กสาวสั่นระริกเบา ๆ
ไป๋รั่วหลีรู้ดีว่าเด็กสาวผู้มีชะตากรรมแสนน่าเวทนาตรงหน้าคงไม่อาจถูกโน้มน้าวด้วยคำพูดแค่สองสามประโยคของตนได้ ดังนั้นถ้าอยากได้รับความไว้วางใจจากนาง ก็จำเป็นต้องลงมือทำจริง ๆ
“ถึงวันนี้จะไม่ใช่วันพฤหัสบ้า ๆ ก็เถอะ”
“แต่ออกไปกินของอร่อย ๆ ข้างนอกกันดีไหม” คราวนี้ไป๋รั่วหลีไม่รอให้อวี๋หว่านหว่านตอบตกลง นางยองตัวลงแล้วอุ้มเด็กสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมอกอย่างนุ่มนวล โดยไม่ได้ใส่ใจสายตาพิลึกของพวกผู้หญิงรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
น้ำหนักตัวของอวี๋หว่านหว่านเบาจนน่าตกใจ ทั่วร่างนางราวกับเหลือเพียงกระดูก อุ้มแล้วกระด้างไปหมด
ไป๋รั่วหลีถอดเสื้อนอกของตนออกแล้วห่อหุ้มร่างผอมบางของอวี๋หว่านหว่านไว้
“เดี๋ยวออกไปแล้วต้องเป็นเด็กดีนะ ถึงแม้พวกที่อยู่ข้างนอกข้าจะจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว แต่ถ้าเจ้าเกิดร้องไห้ขึ้นมา ข้าคงหงุดหงิดน่าดู” ไป๋รั่วหลีมองเด็กสาวสีหน้าไร้อารมณ์แล้วยิ้มออกมาเบา ๆ “เฮ้อ ว่าแต่ ปกติเจ้าเป็นเด็กร้องไห้ไหมนะ”
“ขอถอนคำพูดเมื่อกี๊ ตอนนี้... เจ้าร้องไห้ให้ข้าดูหน่อยสิ” นางใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มของอวี๋หว่านหว่านอีกครั้ง
“...”
ดวงตาที่ไร้ประกายและวิญญาณ เด็กสาวราวกับไม่ได้ยินอะไรสักอย่าง
“ตอบสนองบ้างสิ” เมื่อเห็นว่าอวี๋หว่านหว่านไม่ไหวติง ไป๋รั่วหลีก็ดึงปลายผมของเด็กสาวมาพันรอบปลายนิ้วพลางยิ้มขู่ “ไม่งั้นจะต่อยนะ”
ร่างในอ้อมแขนสั่นน้อย ๆ ราวกับนึกถึงเรื่องน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาได้ นางจึงยกแขนเรียวเล็กขึ้นแล้วชี้ไปด้านหลังของนาง
“อะไรหรือ”
“ดาบ... หล่น” สายตาของอวี๋หว่านหว่านมองไปที่ดาบยาวเล่มที่ถูกทิ้งลงบนพื้นเมื่อครู่แล้วพูดเบา ๆ
“อ๋อ นี่เอง ไม่มีมือถือแล้วนี่ เจ้าช่วยถือให้ข้าหน่อยละกัน ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับที่ข้าให้เจ้าแล้วกัน” ไป๋รั่วหลีใช้ปลายเท้าเตะดาบขึ้นแล้วคว้าด้ามจับส่งให้ตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว
“นี่ ถือไว้ดี ๆ”
ในคลังระบบของนางยังมีอีกตั้งหลายเล่ม ดันเจี้ยนก่อนหน้านี้นางขนของในร้านอาวุธจนเกลี้ยง
อวี๋หว่านหว่านใช้สองมือรับมันมาอย่างว่าง่าย ราวกับคำว่า ‘เชื่อฟัง’ ถูกจารึกลงในกระดูกดำของนางแล้ว นางไม่รู้ว่าหากไม่รับไว้จะทำให้คนตรงหน้าไม่พอใจหรือเปล่า...
ไป๋รั่วหลีอุ้มอวี๋หว่านหว่านเดินอวดโฉมออกมาจากทางเข้าใต้ดินอย่างองอาจ แล้วหายวับไปตรงมุมหนึ่งของถนน
ถึงนางจะตัดการสื่อสารของทั้งเขตไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่หากไม่มีข่าวคราวนานเกินไปก็คงอดชวนให้คนสงสัยไม่ได้
อีกอย่าง จู่โจมรังของพวกนั้นเสียยับเยินขนาดนี้ ถ้าพวกมันไม่ส่งกำลังรบระดับสูงมาเคลียร์สถานการณ์ ไป๋รั่วหลีก็ไม่เชื่อหรอกนะ ดังนั้นถึงเวลาก็ต้องรีบเผ่นหนีให้ไว
นอกตลาดค้ามนุษย์คือเขตนอกของเมืองหลิน ที่นี่ก็โกลาหลไม่แพ้กัน เสียงร้องเรียกจากบ่อนพนัน สายตาชั่วร้ายของชายตามมุมถนน ผู้หญิงเดินแจกการ์ดเล็ก ๆ...
เลือดกับน้ำตา บาปกับบทลงโทษ แค้นกับชัง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนหยั่งรากงอกงามที่นี่
เฮ้อ ดูท่าที่นี่คงแย่เอามาก ๆ
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองเด็กสาวในอ้อมแขนของตนอีกครั้ง พลางคิดไม่ออกว่าเหตุใดภายภาคหน้านางถึงได้กลายเป็นแค่เครื่องมือของฝ่ายธรรมะ บอกว่าเป็นนางรอง แต่อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับสูตรโกงใช้ย้อนเวลา
จะให้ต่อสู้เพื่อโลกที่สดใสอะไรนั่น สำหรับนางคงเหลวไหลสุด ๆ เด็กคนนี้คงไม่เคยรู้สึกถึงความหวังดีจากใครเลยตั้งแต่เกิด
ตัวร้ายโดยกำเนิดดีแท้ เป็นต้นกล้าชั้นดี
ดวงตาหมองหม่นของอวี๋หว่านหว่านจับจ้องทิวทัศน์ด้านหลังไป๋รั่วหลีโดยไม่กระพริบตา ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา นางแทบลืมแล้วว่าโลกภายนอกเป็นเช่นไร
ไป๋รั่วหลีหลบหลีกสายตาผู้คน เดินเร็ว ๆ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาออกจากย่านนั้นมาจนถึงเขตนอกของชั้นใน ที่นี่กังวลอะไรได้น้อยลงเยอะ
สะอาด รุ่งเรือง เป็นระเบียบ
สภาพแวดล้อมในเขตชั้นในดีกว่าเขตนอกไม่รู้กี่เท่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ดีที่เรียกกันว่า ‘ชนชั้นสูง’ พัฒนาการทางจักรกลที่บิดเบี้ยวและรวดเร็วของโลกนี้ได้ก่อให้เกิดระบบสังคมที่บิดเบี้ยวไม่แพ้กัน ตามพรสวรรค์ที่เทพประทานให้ ผู้คนถูกจัดลำดับตั้งแต่ระดับ S ถึง D แตกออกเป็นชั้นวรรณะ โดยผู้มีระดับสูงย่อมมีสถานะสูงตามไปด้วย และการกดขี่ผู้มีระดับต่ำกว่าก็ไม่ต้องรับผิดใด ๆ
ตัวตนเริ่มต้นที่ระบบให้ไป๋รั่วหลีคือผู้มีพรสวรรค์ระดับ b ซึ่งเพียงพอสำหรับการพักอาศัยในเขตชั้นในรอบนอก แม้จะบอกว่าเป็นแค่รอบนอก แต่แค่ต่างกันที่คำนำหน้าว่า ‘ชั้นใน’ กับ ‘เขตนอก’ สภาพแวดล้อมก็ห่างกันลิบลับแล้ว
เดินผ่านแผงขายไอศกรีมเล็ก ๆ ไป๋รั่วหลีใช้มือข้างที่ว่างอยู่ยีผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วของอวี๋หว่านหว่านให้ยุ่งยิ่งกว่าเดิม
“อยากกินไหม” นางชี้ไปที่แผงไอศกรีมแล้วถาม
ไป๋รั่วหลีชอบกินของหวานตั้งแต่เด็ก จึงคิดว่าคนอื่นก็ควรชอบของหวานเหมือนตน
ขนมหวานมีข้อเสียมากมาย อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ยังทำให้อ้วนอีก ซวยหน่อยก็อาจหัวใจวายเฉียบพลันแล้วจากไปไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่อย่างไรเสีย ถึงมันจะข้อเสียมากแค่ไหน แต่เจ้าก็ห้ามไม่ได้ที่มันหวาน
รสหวานเป็นรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่มนุษย์จะลิ้มรสได้ในช่องปาก ชีวิตก็ทุกข์ยากจะตายอยู่แล้ว กินของหวานหน่อยจะเป็นไรไป
อวี๋หว่านหว่านในอ้อมกอดก้มหน้าต่ำ เมื่อได้ยินคำของไป๋รั่วหลี ลำคอของนางก็กลืนน้ำลายลงอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าก็เพียงส่ายหน้าบาง ๆ สองครั้ง แล้วก็ไม่ไหวติงอีกเลย
นางไม่ได้กินอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว ถึงขั้นใกล้จะลืมไปแล้วว่ารสหวานเป็นอย่างไร
นับตั้งแต่ออกมา อวี๋หว่านหว่านก็เงียบสงัด ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ราวกับตุ๊กตาหุ่นเชือกที่ใครจะหยอกล้อเล่นก็ได้ จะขยับก็ต่อเมื่อไป๋รั่วหลีดึงนางสักครั้ง
“เฮ้อ ไม่อยากกินหรือ” ไป๋รั่วหลีแกล้งขมวดคิ้ว “แต่ข้าอยากกินจังเลยนี่นา ทำไงดี”
“...” อวี๋หว่านหว่านมองนางอย่างไร้อารมณ์ แล้วก็ไม่พูดอะไร
นางไม่รู้ว่านี่คือการทดสอบอะไรสักอย่างหรือเปล่า บางทีเพียงแค่เอ่ยคำว่า ‘อยาก’ ออกไป ก็อาจถูกอดอาหารอีกหลายวันก็เป็นได้
นางทำตามวิธีเอาตัวรอดที่เคยชินมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่แสดงความปรารถนาใด ๆ เช่นนี้แล้วก็จะหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายได้มากขึ้น
เมื่อรู้ว่าอวี๋หว่านหว่านคงไม่ตอบ ไป๋รั่วหลีก็อุ้มอวี๋หว่านหว่านเดินไปที่แผงเลย เจ้าของแผงชายตามองแล้วเตรียมจะเผ่นหนีทันที
ใครที่ไหนเขาซื้อไอศกรีมแล้วพกดาบมาด้วย นี่จะมาปล้นหรือไง
“นี่! เถ้าแก่ ๆ ๆ ดาบของเล่น ข้ามาซื้อของนะ”
เจ้าของแผงได้ยินก็หยุดฝีเท้า จ้องดูดี ๆ แสงเย็นวาบจากคมดาบดูยังไงก็ไม่น่าใช่ของปลอม
แต่ไป๋รั่วหลีเดินมาถึงหน้ากระจกไอศกรีมแล้ว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มหวาน “ขอสองแท่งนะคะ ช่างเถอะ... สามแท่งดีกว่า ข้าหนึ่งแท่งไม่พอหรอก”
เจ้าของแผงยิ้มแหย ๆ แขนขาแข็งทื่อไปหมด
ไป๋รั่วหลีเคาะกระหม่อมของเด็กสาวในอ้อมกอดเบา ๆ ร่างของนางหดเล็กลงทันที