เรียวขาเล็กเต็มไปด้วยรอยมีดเป็นระเบียบ ราวกับมีใครใช้มีดวาดภาพลงบนขาของนาง ทุกย่างก้าวร่างทั้งร่างจะสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะ
กลัวว่าโครงกระดูกเดินได้นี้จะล้มหน้าคะมำจนกระดูกหักง่ายๆ ไป๋รั่วหลีจึงรีบวางบะหมี่ลงแล้วอุ้มนางขึ้นมา "จะทำอะไร จะทำอะไร ถ้าล้มห้ามมาเรียกร้องเอากับข้าเด็ดขาดนะ"
อวี๋หว่านหว่านไม่กล้าสบตานาง ก้มหน้านิ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงแผ่วเบา "อยาก... เข้าห้องน้ำ"
ไป๋รั่วหลีสัมผัสได้อย่างชัดเจน ตอนที่เอ่ยคำนี้ ร่างของเจ้าของเรือนร่างนี้สั่นไม่หยุด เพราะความกลัว
"ขอโทษ..." เด็กสาวในอ้อมแขนก้มหัวลงพูดอย่างขลาดกลัว "ข้า... ไม่กล้าแล้ว"
นางอยากจะเอ่ยขอโทษตามสัญชาตญาณ แต่กลับรู้สึกว่าตนไม่ควรแสดงอารมณ์มากเกินไป ได้แต่กำชายเสื้อของตนไว้แน่น ราวกับนั่นคือความรู้สึกปลอดภัยเดียวที่คว้าไว้ได้
"ข้าอุ้มเจ้าไปละกัน" ไป๋รั่วหลีถอนหายใจพูดเบาๆ
นางไม่กล้าพูดเสียงดังเกินไป ไม่อย่างนั้นคงยากจะเลี่ยงไม่ให้เด็กสาวรู้สึกว่าตนกำลังตำหนินาง ดูเหมือนเด็กสาวจะกลัวไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วน่าสงสาร นางไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากอะไรเลย ตัวนางเองก็เป็นเรื่องราวแห่งความทุกข์ระทมอยู่แล้ว ความอัปยศของโลกหล้ารวมตัวอยู่ที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เมื่อไป๋รั่วหลีพาอวี๋หว่านหว่านออกมา บะหมี่ก็ใกล้จะอืดเละแล้ว นางนั่งลง แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับได้แต่จ้องมอง ไม่ยอมนั่งลง
นางถอนหายใจ เจ้าเด็กผมขาวช่วงนี้ช่างขี้กลัวยิ่งกว่าลูกไก่เสียอีก
"นั่งลงกินเถอะ"
เด็กสาวตรงหน้านั่งลงอย่างว่าง่าย แต่ไม่กล้าแตะต้องอาหารตรงหน้าแม้แต่น้อย
ไป๋รั่วหลีสูดลมหายใจลึก ยกบะหมี่ถ้วยตรงข้ามขึ้นมาด้วยตัวเอง
"คุณหนู ข้าป้อนให้ท่านได้ไหม?"
ยังไม่ทันที่อวี๋หว่านหว่านจะพูด ไป๋รั่วหลีก็ใช้ส้อมตักบะหมี่คำเล็กๆ ยัดใส่ปากนาง
ร่างของอวี๋หว่านหว่านแข็งทื่อ ยังไม่ทันเคี้ยวก็กลืนเส้นลงไป ราวกับว่าหากช้ากว่านี้อีกหน่อยจะไม่ได้กินอะไรเลย
"แค๊กๆๆ..."
ไป๋รั่วหลียังป้อนไปได้ไม่กี่คำ เด็กสาวตรงหน้าก็เริ่มไออย่างรุนแรง
ละอองเลือดลอยอยู่เหนือน้ำซุปบะหมี่ ใบหน้าซูบตอบกลับไม่มีปฏิกิริยามากนัก เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับการที่ตัวเองไอเป็นเลือดแล้ว สิ่งที่นางเป็นห่วงมากกว่าคือดูเหมือนตนจะกินต่อไม่ได้แล้ว เพราะไป๋รั่วหลีที่ถือบะหมี่อยู่วางชามลงแล้ว มองหน้านางด้วยสีหน้าจริงจัง
เปลืองบะหมี่ไปหนึ่งถ้วย คงต้องโดนตีแล้ว
คิดเช่นนี้ อวี๋หว่านหว่านจึงเลียลิ้น กลืนเส้นบะหมี่ที่เหลือในช่องปากลงไป ลิ้มรสความอร่อยของอาหารเป็นครั้งสุดท้าย
โดนตีก็ไม่เป็นไร นางได้กินอาหารมากที่สุดในรอบหลายปีนี้ ต่อให้สุดท้ายจะถูกตีจนอ้วกออกมาอีกครั้งก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยนางก็ได้กินแล้ว และกินไปไม่น้อยเลย
"ลืมไปว่าเจ้าไม่ได้กินอะไรนานเกินไป กินทีละมากๆ ท้องคงรับไม่ไหว" ไป๋รั่วหลีนวดขมับ คิ้วยังคงขมวดแน่นไม่คลาย
จะว่ากินทีละมากก็ไม่เชิง เพราะเมื่อครู่นางป้อนไปแค่ไม่กี่คำเอง... สภาพกระเพาะกับลำไส้นี้คงย่ำแย่กว่าที่ตัวเองคิดไว้มาก
"เป็นความผิดข้าเอง บะหมี่ชามนี้เจ้ากินก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าออกไปซื้อโจ๊กกับยาให้" ไป๋รั่วหลีลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปขยี้ผมอวี๋หว่านหว่านที่เตรียมใจจะโดนตีอยู่แล้วจนผมขาวยุ่งเหยิง
อวี๋หว่านหว่านมีแววตาสับสน จนกระทั่งไป๋รั่วหลีออกประตูไปแล้ว นางถึงกล้าเชื่อว่าคนนี้ไม่คิดจะตีตนจริงๆ ถึงขั้นไม่แม้แต่จะด่าทอสักคำ
นางเปลืองบะหมี่ไปทั้งถ้วย และเมื่อครู่นี้ยังเผลอทำเลือดกระเด็นใส่ตัวไป๋รั่วหลีอีกสองสามหยด เพียงแต่ความสนใจของไป๋รั่วหลีดูเหมือนจะอยู่ที่ตัวนางทั้งหมด ไม่ได้สนใจเสื้อผ้าตัวเองเลยสักนิด...
อวี๋หว่านหว่านเลียนแบบไป๋รั่วหลี ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองเบาๆ เมื่อครู่นี้มือคู่นั้นวางอยู่บนหัวนาง นางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
มองกลับไปยังบะหมี่ที่กินไม่หมดตรงหน้า ท้องของอวี๋หว่านหว่านก็ร้องขึ้นอีกครั้งอย่างน่าอาย
ยังหิว...
กินได้ไหม?
ในถ้วยบะหมี่นี้ยังมีเลือดของนางลอยอยู่ สกปรกแล้ว คนคนนั้นคงไม่เอาแล้ว งั้น... ตัวเองแอบกินอีกสักสองสามคำก็คงไม่เป็นไรกระมัง?
ลังเลอยู่นาน ในที่สุดอวี๋หว่านหว่านก็หดมือเล็กๆ ของตนกลับ
ช่างเถอะ อย่าทำเรื่องไม่จำเป็นให้ไป๋รั่วหลีโกรธเลย นางยังจำได้ว่าตอนที่ไป๋รั่วหลีออกประตูไปเมื่อครู่บอกว่าห้ามกินบะหมี่ชามนี้
............
"ระบบ มียาที่ซ่อมแซมร่างกายได้เร็วๆ แบบในดันเจี้ยนก่อนไหม?" ไป๋รั่วหลีหามุมมืดมิดแถวนั้นยืนพูดกับตัวเอง
สภาพร่างกายของอวี๋หว่านหว่านย่ำแย่กว่าที่นางคิดไว้มาก ภาวะขาดสารอาหารเรื้อรังและการถูกทารุณทำให้ร่างนางเกือบถึงจุดพังทลาย ยาธรรมดาในโลกดันเจี้ยนคงไม่ได้ผลมากแล้ว
"มีสิพี่น้อง มีแน่นอน ยาแบบนี้ในร้านระบบของเรามีทั้งหมดเก้าชนิด แต่ละชนิดทำให้เจ้าจากพิการกลายเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ในพริบตา"
ไป๋รั่วหลีเปิดร้านระบบดูแล้วก็ตะลึง เอฟเฟกต์แสงสีทองกากๆ ราคาห้าสตางค์กับราคาที่สูงลิ่วช่างแตกต่างกันชัดเจน
นางสบถเบาๆ "พ่อค้าขูดเลือด"
"ไม่มีปัญญาซื้อก็อย่าซื้อ"
หลังจากที่ครั้งก่อนระบบพูดจาเป็นมนุษย์อย่างยิ่งแล้ว ดูเหมือนจะเปิดสวิตช์อะไรสักอย่างที่ทำให้หลังจากนั้นคำพูดก็ไม่ค่อยจะเข้าท่า
แน่นอนว่าไป๋รั่วหลีค่อนข้างจะคิดว่าระบบเฮงซวยนี่ไม่แสร้งแล้ว
"ขายถูกหน่อยได้ไหม?"
"แล้วตอนเจ้าจะตาย เจ้าจะรีบตายได้ไหม?"
"...ไม่พูดด้วยดีกว่า"
สุดท้ายไป๋รั่วหลีก็ซื้ออันที่ถูกที่สุด เพราะว่าถูก ดังนั้นเวลาพักฟื้นที่ต้องใช้ก็นานที่สุด
แต่ไม่เป็นไร ระยะเวลาของดันเจี้ยนนี้ยาวถึงสามปี อีกอย่างนางก็ไม่ได้มาทำภารกิจแข่งความเร็ว เร็วช้าก็ไม่ต่างอะไรสำหรับนาง
หลังจากนั้นนางก็ไปร้านใกล้ๆ ซื้อโจ๊กสำเร็จรูปกับยากระเพาะมาบ้าง ถึงตอนนั้นจะได้ผสมกับยาที่ให้อวี๋หว่านหว่านกินได้
ไป๋รั่วหลีไม่กล้าอ้อยอิ่งนานเกินไป กลัวว่าอวี๋หว่านหว่านจะเกิดอะไรขึ้นตอนอยู่บ้านคนเดียว ถึงแม้ไอ้เด็กผมขาวนั่นจะดูว่าง่ายเชื่อฟัง แต่ไป๋รั่วหลีรู้ดีว่าในใจนางเต็มไปด้วยความไม่มั่นคงและความกลัว
เมื่อกลับถึงบ้าน อวี๋หว่านหว่านยังนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร มือทั้งสองกำชายเสื้อแน่น ก้มหน้านิ่งไม่ขยับ
ได้ยินเสียงเปิดประตู ร่างของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ตกใจ
เพียงแต่สายตานางไม่เคยละออกไปจากบะหมี่บนโต๊ะเลย
เฝ้ามองด้วยความหวัง
อย่าทำท่าทางน่าสงสารขนาดนั้นสิ นางเกือบจะเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้นแล้ว
ในสายตาของไป๋รั่วหลี ดันเจี้ยนของเกมแต่ละครั้งก็เป็นแค่เกมสวมบทบาทที่มีคนจริงๆ ขนาดใหญ่ ภารกิจที่อยู่ข้างในก็เป็นแค่เอ็นพีซีกองหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทอารมณ์มากเกินไป บทบาทเดียวของพวกมันก็คือขับเคลื่อนความคืบหน้าของเกมไปเรื่อยๆ
แต่ในวินาทีที่เดินเข้าประตูไปเห็นแววตาหวาดหวั่นของเด็กสาว หัวใจของนางก็เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จางๆ มองเห็นเงาของตัวเองในวัยเด็กบนนั้น