เซี่ยชูเหอเพียงจ้องพระสนมหลันเจาอี๋เขม็ง ใบหน้าด้านขวามีรอยบวมแดง มวยผมยุ่งเหยิง ทั้งร่างราวกับต้นหญ้าริมลมที่เอนไหวจนแทบล้มครืน
เสียงร้องไห้ของนางทั้งอ่อนแอและน่าสงสาร ชวนให้ผู้คนรู้สึกเวทนา
ช่วงนี้พระสนมหลันเจาอี๋นอนไม่หลับ ทั้งยังหงุดหงิดง่าย วันนี้ยากนักกว่าจะเริ่มง่วง กลับถูกนางแพศยาน้อยผู้นี้รบกวน จึงโกรธจนแทบขาดสติ
นางกำลังจะกริ้ว ทว่าพอสายตาเลื่อนไปเห็นแก้มที่บวมแดงของอีกฝ่าย แววตาก็พลันฉายประกายเย็นเยียบ
“ใครเป็นคนตบ!”
น้ำเสียงของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู บาดผิวหน้าผู้ฟังจนเจ็บแสบ
เซี่ยชูเหอดูคล้ายถูกนางข่มขวัญจนเสียสติ พอถูกตวาดใส่ก็สะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว
นางร้องไห้สะอึกสะอื้น กล่าวฟ้องพระสนมหลันเจาอี๋อย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เป็นพี่ซู่ซินตบหม่อมฉัน นาง...นางบอกว่าหม่อมฉัน...บอกว่าหม่อมฉันเคยปรนนิบัติฝ่าบาท จึงเป็นเพียงดอกไม้โรยรา ฮือ ๆ”
วาจาประโยคนี้ถึงกับด่าพระสนมหลันเจาอี๋เข้าไปด้วย
หรือว่าสนมทั้งวังล้วนเป็นดอกไม้โรยรากันหมด?
ซู่ซินเสียสติไปแล้วจริง ๆ!
เซี่ยชูเหอเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนเติมเชื้อไฟต่อ “พี่ซู่ซินยังบอกอีกว่า จะขับไล่หม่อมฉันออกไป หม่อมฉันไม่คู่ควรอยู่ห้องเดียวกับนาง แต่เรื่องนี้เป็นพระบัญชาของพระสนม...”
เพล้ง! ชามยาร่วงลงพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
“พาตัวนางแพศยานั่นมา!”
วันนี้เซี่ยชูเหอได้เข้าเฝ้าถวายงาน พระสนมหลันเจาอี๋ยังรู้สึกยินดีอยู่มาก
เซี่ยชูเหอเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำ ที่ได้ปรนนิบัติฮ่องเต้ก็เพราะอาศัยใบหน้านั้นกับดวงชะตา หากนางขัดขวางการให้กำเนิดเชื้อพระวงศ์แก่พระสนม เช่นนั้นทุกคนก็สมควรตาย!
พระสนมหลันเจาอี๋โบกมือ ซู่ยวี่ นางกำนัลใหญ่ก็เข้ามาประคองเซี่ยชูเหอ ก่อนกระชากนางไปด้านหลังอย่างแรง
เซี่ยชูเหอเอนกายพิงซู่ยวี่ตามแรงประคอง ร่างบอบบางราวกิ่งหลิวต้องลม สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ขาทั้งสองสั่นระริก
กูกูซือถงกำลังจะก้าวออกไป ทว่าด้านนอกกลับมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น ซู่ซินซึ่งตามเซี่ยชูเหอมาถึงได้บุกเข้าตำหนักบรรทมของพระสนมหลันเจาอี๋โดยพลการแล้ว
คนยังไม่ทันมาถึง เสียงก็ดังนำมาก่อน
“นางแพศยา! เจ้ากล้ารบกวนพระสนมได้อย่างไร!”
เสียงแหลมกรีดร้องพลันขาดห้วง เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของพระสนมหลันเจาอี๋
พระสนมหลันเจาอี๋ลุกขึ้นโดยมีซือถงประคอง นางเดินไปหยุดตรงหน้าซู่ซินด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วจ้องอีกฝ่ายนิ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับพระสนมหลันเจาอี๋ ความขุ่นเคืองบนใบหน้าซู่ซินก็จางลงบ้าง นางเอ่ยอึกอักว่า “พระสนม เมื่อก่อนห้องข้างเป็นที่พักของบ่าวเพียงผู้เดียว บัดนี้...”
“เพียะ!”
ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงมา มุมปากของซู่ซินมีเลือดสีแดงสดไหลซึม
เดิมทีใบหน้าของเซี่ยชูเหอก็ซีดขาวอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งสั่นเทาราวกับลูกนกตกใจ นางถอยหลังไปครึ่งก้าว
พระสนมหลันเจาอี๋มองซู่ซินอย่างเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบว่า “เมื่อก่อนเจ้ายังรู้จักกฎระเบียบ เปิ่นกงจึงเลื่อนตำแหน่งให้ มอบเกียรติแก่เจ้า ให้เจ้าได้ปรนนิบัติฝ่าบาท แต่เจ้ากลับไร้ความสามารถ”
“บัดนี้ชูเหอได้รับความโปรดปราน ช่วยแบ่งเบาภาระให้เปิ่นกงได้ แต่เจ้ายังทำตัวไม่รู้จักหนักเบาเช่นเดิม”
ใบหน้าซู่ซินซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก แก้มขวาบวมแดงเป็นปื้น
“พระสนม บ่าวเพียงต้องการให้นางจดจำบุญคุณของพระสนม...”
“เพียะ!”
ฝ่ามืออีกฉาดฟาดลงบนใบหน้า ซู่ซินหน้าแดงก่ำราวโลหิต
ในที่สุดนางก็รู้จักหวาดกลัว จึงกุมแก้มสะอื้นวิงวอน “บ่าวรู้ผิดแล้ว ขอพระสนมโปรดเมตตาด้วย”
นางปรนนิบัติพระสนมหลันเจาอี๋มานานกว่าสิบปี ไฉนจะไม่รู้ว่านางใจเหี้ยมอำมหิตเพียงใด?
เซี่ยชูเหอไหนเลยจะยอมให้นางรอดพ้นไปได้?
เพราะมีพระสนมหลันเจาอี๋คอยหนุนหลัง นางจึงดูเหมือนจะได้ใจ แอบทำหน้าล้อเลียนซู่ซินอยู่ด้านหลังพระสนมหลันเจาอี๋ แลดูเป็นคนถ่อยไร้สมองอย่างยิ่ง
“พี่ซู่ซิน พระสนมเมตตาถึงเพียงนี้ แต่ท่านกลับเอาแต่ทุบตีด่าทอผู้อื่น หรือว่าท่านสูงศักดิ์ยิ่งกว่าพระสนมเสียอีก?”
พระสนมหลันเจาอี๋ขมวดคิ้ว ส่งสายตาเย็นเยียบไปยังเซี่ยชูเหอ นางก็เงียบกริบทันที
ทั่วทั้งตำหนักบรรทมพลันเหลือเพียงเสียงร้องไห้ของซู่ซิน
ผู้ทำลายความเงียบคือเสียงเย็นชาเฉียบขาดของพระสนมหลันเจาอี๋
“เห็นแก่ที่เจ้าติดตามเปิ่นกงเข้าวังและปรนนิบัติมาสิบปี เปิ่นกงจะไว้ชีวิตเจ้า”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง สายตากวาดผ่านเหล่านางกำนัลและขันทีทั้งหมด
“ซู่ซินล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ วางอำนาจบาตรใหญ่ โบยยี่สิบไม้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้ส่งไปสำนักซักล้าง ห้ามกลับเข้าวังอีก”
“พระสนม!”
เสียงร้องเรียกพระสนมของซู่ซินดังแหลมบาดใจ
นางมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ ยังไม่ทันได้วิงวอนขอชีวิต ก็ถูกเหล่านางกำนัลอุดปากแล้วลากตัวออกไปอย่างเด็ดขาด
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วหนึ่งก้านธูป
ชีวิตคนเป็น ๆ ชีวิตหนึ่งก็สูญสิ้นไปเช่นนี้
การโบยยี่สิบไม้ในตำหนักเย่ถิง ไม่เปิดโอกาสให้นางกำนัลมีชีวิตรอด
ตำหนักบรรทมเงียบงัน ผู้คนทั้งหมดต่างเงียบกริบราวจักจั่นในเหมันตฤดู
พระสนมหลันเจาอี๋ค่อย ๆ หันกลับมา ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดจอมปลอม
นางเงยหน้ามองเซี่ยชูเหอที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตา สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ก่อนทอดถอนใจแผ่วเบา
“เปิ่นกงเองก็อาลัยซู่ซิน แต่หากนางยังทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะนำเภทภัยมาสู่ตำหนักคงชุ่ย” น้ำเสียงของพระสนมหลันเจาอี๋อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ชูเหอ เจ้าคงไม่ทำตัวไม่รู้จักบุญคุณเช่นนางกระมัง?”
เซี่ยชูเหอสั่นเทาราวลูกนกเพิ่งเกิด
พระสนมหลันเจาอี๋ก้าวเข้ามา ลูบศีรษะเซี่ยชูเหอเบา ๆ ราวกับพี่สาวผู้แสนอ่อนโยน
“จงเชื่อฟัง เปิ่นกงจะรับรองให้เจ้ามั่งมีศรีสุข”
เซี่ยชูเหอสั่นเทาพลางพยักหน้า ไม่กล้ามองพระสนมหลันเจาอี๋ ผู้เพิ่งมีคำสั่งสังหารคนแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง โทสะที่พระสนมหลันเจาอี๋เพียรข่มไว้ก็พลุ่งขึ้นอีกครั้ง ความอ่อนโยนมลายไป เหลือเพียงความเย็นชาและรำคาญใจ
“บัดนี้เจ้าเป็นนางกำนัลถวายงานแล้ว ทั้งยังเป็นคนของเปิ่นกง เหตุใดจึงขลาดเขลาหดหัวเช่นนี้? หากผู้ใดเห็นเข้า คงหัวเราะเยาะว่าเปิ่นกงไร้ความสามารถ”
ตามกฎวังแห่งต้าเยี่ย นางกำนัลที่ได้ถวายงานฮ่องเต้ล้วนได้รับตำแหน่งนางกำนัลถวายงาน นางกำนัลถวายงานมีลำดับขั้นแปด ไม่มีตำแหน่งสนมเทียบเท่านางกำนัลชั้นหนึ่ง หลังถวายงานแล้วยังคงรับใช้ในตำหนักของพระสนมเจ้าตำหนัก นอกจากเบี้ยหวัดเพิ่มเป็นสองเท่า และได้รับเครื่องแต่งกายประจำวังเพิ่มฤดูกาลละสี่ชุดแล้ว ก็ไม่มีพระกรุณาอื่นอีก
คนในวังต่างเรียกนางกำนัลถวายงานว่า “กูเหนียง” อย่างน้อยก็นับว่าเป็นผู้มีหน้ามีตา
เซี่ยชูเหอสั่นขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนนางพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ก่อนค่อย ๆ เงยหน้ามองพระสนมหลันเจาอี๋
แววตาของนางจริงใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“บ่าวจะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระสนมเจาอี๋”
พระสนมหลันเจาอี๋พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แม้ดูเหนื่อยล้า ทว่าแววตายังคงเฉียบคมและเต็มไปด้วยไอสังหาร
“ตำหนักคงชุ่ยไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ และไม่ยอมให้คนโง่เขลาทำอะไรตามอำเภอใจ” พระสนมหลันเจาอี๋ประคองมือซือถง เดินไปยังโถงกลางทีละก้าว น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นอยู่บ้าง “มิฉะนั้น จุดจบของพวกเจ้าก็จะเป็นเช่นซู่ซิน”
รัตติกาลเงียบงัน วังฉางเล่อทั้งวังปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึมเย็นเยียบ
เจ้านายและเหล่านางกำนัลในตำหนักทั้งหลายดูคล้ายหลับใหลไปหมดแล้ว มีเพียงตำหนักคงชุ่ยที่ยังสว่างไสว
จากตำหนักคงชุ่ยมองออกไปยังโถงกลาง ผ่านศาลาเชื่อมก็จะเห็นสวนกลางที่จัดแต่งอย่างประณีต ทว่ายามนี้เหล่านางกำนัลมองไม่เห็นทั้งสะพานเล็ก สายน้ำไหล ภูเขาจำลอง หรือดอกไม้นานาพรรณเลย
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังม้านั่งยาวกลางลาน
ปิ่นปักผมและเครื่องประดับของซู่ซินถูกถอดออก ปากถูกอุดไว้ เสื้อผ้าชั้นเดียวหลุดลุ่ย ขณะที่ร่างถูกมัดติดกับม้านั่งยาว
หญิงชราร่างสูงใหญ่สองคนยืนอยู่ด้านหลังนาง ในมือถือไม้โบยชูสูง
ซู่ซินพูดไม่ได้ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ นางพยายามเงยหน้า ดวงตาบ้าคลั่งคู่นั้นยามนี้มีเพียงคำวิงวอนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“อื้อ ๆ ๆ”
เซี่ยชูเหอคิดว่า ยามนี้นางกำลังพูดว่า “ไว้ชีวิตข้าด้วย”
เหมันตฤดูหนาวเหน็บ สระน้ำเย็นราวห้องน้ำแข็ง ถงหลิงถูกกดลงไปในสระ ร่างสั่นเทาเพราะขาดอากาศหายใจ
นางดิ้นรนสุดกำลัง แต่แทบไม่เป็นผล จนกระทั่งซู่ซินจงใจคลายมือ นางจึงมีโอกาสดิ้นรนโผล่พ้นผิวน้ำ
“ไว้ชีวิตข้าด้วย”
นางก็เคยวิงวอนเช่นนี้
ในตอนนั้นซู่ซินพูดว่าอย่างไร?
“ไม่มีผู้ใดไว้ชีวิตเจ้า เจ้าสมควรตาย!”
ยามนี้สีหน้าของพระสนมหลันเจาอี๋สงบนิ่ง น้ำเสียงเด็ดขาดไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
“โบย!”
