ชั่วพริบตา ความเย็นเยียบพลันแล่นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
พระสนมหลันเบิกตากว้าง สีหน้าแทบไม่ต่างจากซู่ซินเมื่อครู่
ทั้งหวาดกลัวทั้งตื่นตระหนก
เฮ่อเหลียนอวี้ดูคล้ายจะโปรดปรานสีหน้าของนางอยู่ไม่น้อย ถึงกับแย้มยิ้มบาง ๆ
เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย แล้วสั่งโจวหรงเป่าโดยตรงว่า “ยามนี้เสด็จแม่กำลังพักรักษาพระวรกายอยู่ที่ตำหนักพักร้อน ในวังไม่ควรมีการเข่นฆ่ามากเกินไป”
โจวหรงเป่าโบกมือทันที เหล่านางกำนัลขยับตัวอย่างว่องไว เพียงชั่วพริบตาซู่ซินก็ถูกหามออกไป เหลือเพียงกองเลือดที่ส่งกลิ่นฉุนคละคลุ้ง
“พระสนมหลัน”
“เมื่อสองปีก่อน หลันตั่ว พี่ชายของเจ้าเคลื่อนทัพผิดพลาดจนเสบียงถูกปล้น เสียหายอย่างหนัก หากมิใช่เพราะบิดาของเจ้าออกรบเพื่อแผ่นดินมาครึ่งค่อนชีวิต ฝืนสังขารป่วยไข้เข้าแก้สถานการณ์กลางสนามรบ อีกทั้งเจ้ายังปรนนิบัติรับใช้ด้วยความภักดีมาหลายปี ตระกูลหลันคงไม่มีที่ยืนในนครชางตูอีกแล้ว”
ร่างของพระสนมหลันสั่นสะท้าน
เซี่ยชูเหอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า นางหวาดกลัวจริง ๆ
ความลับที่ตระกูลหลันคิดว่าปกปิดไว้ได้แนบเนียน แม้แต่พระสนมหลันก็ยังไม่เคยรู้ ทว่าจักรพรรดิกลับเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
ที่ยามนี้ตระกูลหลันยังมีทางรอด และนางยังคงดำรงตำแหน่งเจาอี๋อยู่ได้ ก็เป็นเพียงพระกรุณาตอบแทนที่บิดาของนางตรากตรำออกรบเพื่อแผ่นดินมาหลายปี จนพิการจากการศึกเท่านั้น
พระสนมหลันก้มตัวลง เสียงโขกศีรษะของนางหนักหน่วงกว่าเซี่ยชูเหอมาก
ตึง ตึง ตึง
พระสนมหลันแสดงความเคารพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ฝ่าบาททรงอบรมสั่งสอนได้ถูกต้อง หม่อมฉันรู้ความผิดแล้ว ตระกูลหลันก็รู้ความผิดแล้วเช่นกัน”
เฮ่อเหลียนอวี้ลุกขึ้นยืน พลางจัดแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า สายตากวาดผ่านเซี่ยชูเหอที่คุกเข่าอยู่ข้างหนึ่ง
น้ำเสียงพลันอ่อนโยนลง
“น่าสงสารยิ่งนัก ถึงกับถูกตบตีมา” เฮ่อเหลียนอวี้เดินมาหาเซี่ยชูเหอ แล้วยื่นมือให้นาง “เจ้าไม่มีความผิด ลุกขึ้นมาตอบคำถามเถิด”
เซี่ยชูเหอเม้มริมฝีปากเบา ๆ จากนั้นใบหน้าก็เผยรอยยิ้มเขินอายปนหวานซึ้ง
เมื่อมือเล็กนุ่มนิ่มวางลงบนฝ่ามือใหญ่ เซี่ยชูเหอก็ถูกเขาประคองให้ลุกขึ้นตามแรงอย่างว่าง่าย
เซี่ยชูเหอมองเฮ่อเหลียนอวี้ ก่อนจะเผลอมองพระสนมหลันที่ยังคุกเข่าไม่ยอมลุก สีหน้าดูลังเลอยู่ชั่วขณะ
“ฝ่าบาท” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา เปี่ยมด้วยความวิงวอน “พระองค์จะไม่ทรงถือโทษพระสนมใช่หรือไม่เพคะ?”
เฮ่อเหลียนอวี้หัวเราะเบา ๆ อย่างมีนัย เขามิได้ตอบคำถามของเซี่ยชูเหอ เพียงกล่าวกับพระสนมหลันว่า “เรากลับนึกอิจฉาเจ้าอยู่บ้าง ที่มีนางกำนัลผู้ภักดีเช่นนี้”
กล่าวจบ เฮ่อเหลียนอวี้ก็ปล่อยมือเซี่ยชูเหออย่างเด็ดขาด แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา
“พระสนมหลันลงโทษผู้อื่นโดยพลการ ละเลยกฎวัง ตัดเบี้ยหวัดหนึ่งเดือน ปิดตำหนักสำนึกผิดห้าวัน”
สุรเสียงทุ้มต่ำก้องกังวานไปทั่วราตรี เงาร่างสูงใหญ่ลับหายไปในชั่วพริบตา
ประตูวังปิดลงพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด ตำหนักคงชุ่ยกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เซี่ยชูเหอยืนอยู่กลางโถงที่สว่างไสวด้วยแสงโคม สีหน้าหวาดหวั่น ทำอะไรไม่ถูก
พระสนมหลันค่อย ๆ ลุกขึ้น นางเงยหน้ามองเซี่ยชูเหอด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก
เซี่ยชูเหอค่อนข้างหวาดกลัว จึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “พระสนม?”
พระสนมหลันจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
นางหัวเราะพลางเช็ดหางตา สีหน้ายิ่งทวีความคลุ้มคลั่ง
เซี่ยชูเหอหวาดกลัวอยู่บ้าง ทว่ามิกล้าขยับ ได้แต่ยืนสั่นอยู่กับที่
กลับเป็นท่านน้าซือถงที่ก้าวเข้ามาประคองพระสนมหลันในทันที
“คุณหนูรอง”
เพียงคำเรียกขานเมื่อครั้งอดีต ก็ฉุดพระสนมหลันกลับสู่ความเป็นจริง
เสียงหัวเราะหยุดลงกะทันหัน พระสนมหลันหันมามองเซี่ยชูเหออีกครั้ง แววตาพร่าเลือนอย่างหาได้ยาก
ราวกับกำลังมองตนเองในวันที่ยังเป็นที่โปรดปราน
ครั้งนั้น ฝ่าบาทก็มักประคองนางขึ้นด้วยพระองค์เอง แล้วตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องมากพิธี”
จู่ ๆ พระสนมหลันก็รู้สึกเหนื่อยล้า
เมื่อความโปรดปรานไม่มีทางหวนคืน เช่นนั้นก็ขอเพียงมีองค์ชายองค์หญิงสืบสายเลือดก็พอ
“ซู่ยวี่” นางสั่งนางกำนัลคนสนิท “เจ้าไปทายาให้ชูเหอ ใช้ครีมจินอวี้ อย่าให้มีแผลเป็นหลงเหลือเป็นอันขาด”
เซี่ยชูเหอเม้มริมฝีปาก มองพระสนมหลันด้วยความกังวล ก่อนจะตามซู่ยวี่ออกไปอย่างว่าง่ายในที่สุด
หลังทายาที่ตำหนักข้างเสร็จ เซี่ยชูเหอจึงลากร่างอันเหนื่อยล้าเหลือแสนกลับไปยังห้องข้างซึ่งเป็นที่พักของนางเพียงผู้เดียว
แต่ทันทีที่เปิดประตู เงาร่างหนึ่งในห้องมืดสลัวก็ทำให้นางตกใจจนสะดุ้ง
“อ๊ะ!”
เซี่ยชูเหอดูคล้ายหวาดกลัวอย่างยิ่ง จึงถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
“เป็นข้าเอง”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นเล็กน้อย เซี่ยชูเหอเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าเป็นท่านน้าซือถง
นางเอ่ยกับเซี่ยชูเหอด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เข้ามา”
เซี่ยชูเหอยืนลังเลอยู่ตรงประตู ไม่กล้าก้าวเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
“ท่านน้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือเจ้าคะ? พระสนมมีรับสั่งหรือ? พระอาการดีขึ้นบ้างหรือยังเจ้าคะ?”
บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยพระสนมหลัน ทั้งยังซาบซึ้งในพระกรุณาของพระสนมเป็นอย่างยิ่ง
ห้องข้างนี้ตั้งอยู่มุมหนึ่งของตำหนักคงชุ่ย เนื่องจากอับชื้นและไม่ได้รับแสงแดด ภายในห้องจึงมีกลิ่นอับอยู่เสมอ
ห้องไม่กว้างนัก มีเพียงเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่ง และตู้เสื้อผ้าเก่าอยู่บ้างอีกหนึ่งใบ
ในฐานะนางกำนัล นางได้พักอยู่ในห้องเช่นนี้ก็เพราะพระสนมหลันเมตตาเป็นพิเศษ
จะไม่ซาบซึ้งในพระกรุณาได้อย่างไร?
ท่านน้าซือถงตัดสินเซี่ยชูเหอไว้ในใจนานแล้ว เห็นว่านางรังแกคนอ่อนแอ กลัวคนแข็งกร้าว ขี้ขลาดอ่อนแอ ทั้งยังทะเยอทะยานใฝ่สูง ทว่าวันนี้นางทำได้ไม่เลว และเป็นประโยชน์ต่อพระสนมอย่างยิ่ง ซือถงจึงข่มความรังเกียจในใจลง
ในมือของนางถือกล่องไม้ใบเล็ก พอเปิดออกก็เห็นยาสีน้ำตาลสิบเม็ดอยู่ข้างใน
“นี่เป็นรางวัลที่พระสนมประทานให้เจ้า”
เซี่ยชูเหอสงสัย “เหตุใดพระสนมจึงประทานยาลูกกลอนให้ข้าหรือเจ้าคะ?”
ท่านน้าซือถงแสร้งยิ้มอย่างเมตตา “หากเจ้าตั้งครรภ์ได้ในเร็ววัน ไม่แน่ว่าอาจได้เลื่อนเป็นพระสนมและรับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาท พระสนมทรงทราบว่าเจ้าภักดี จึงตั้งใจเสาะหายาบำรุงครรภ์เม็ดนี้มาให้เจ้า”
“วันนี้เจ้าเพิ่งถวายตัวเป็นครั้งแรก มาเถิด กินสักเม็ดก่อน”
ไม่รู้ว่านี่เป็นยาร้ายแรงชนิดใด เซี่ยชูเหอไม่กล้ากินส่งเดชเป็นแน่
ทว่านางยังคงแสดงท่าทีหวาดหวั่น ก้าวเข้าไปครึ่งก้าวแล้วยื่นมือรับกล่องยา
ต่อหน้าท่านน้าซือถง เซี่ยชูเหอหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมา พลิกข้อมือแล้วส่งเข้าปาก
ท่านน้าซือถงหรี่ตาลง ก่อนจะหัวเราะออกมาในทันที
“เด็กดี พระสนมตรัสว่าเจ้าขยันใฝ่ก้าวหน้า เป็นผู้ที่ตำหนักคงชุ่ยไว้ใจใช้งานได้มากที่สุด”
นางพูดพลางก้าวเข้ามาตบไหล่เซี่ยชูเหอเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “พักผ่อนแต่เนิ่น ๆ ช่วงสองสามวันนี้ก็ดูแลแผลบนใบหน้าให้หายดี แล้วค่อยไปปรนนิบัติข้างกายพระสนม”
ชั่วขณะที่นางหันหลังให้ เซี่ยชูเหอก็สะบัดแขนเสื้อ แล้วกล่าวตามหลังว่า “ขอส่งท่านน้าเจ้าค่ะ”
ฝีเท้าของซือถงชะงักเล็กน้อย แต่นางมิได้หยุด เพียงกำชับว่า “ต่อไปทุกครั้งหลังถวายตัว ให้กินหนึ่งเม็ด จำไว้ให้ดี”
เมื่อเสียงฝีเท้าหายไปจนหมด สีหน้าของเซี่ยชูเหอก็เหลือเพียงความเย็นชา
นางหมุนข้อมือ ยาเม็ดหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนผ้าเช็ดหน้า ด้านนอกห่อยานั้นด้วยกระดาษเคลือบน้ำมัน ซึ่งเซี่ยชูเหอเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว
นี่ต้องเป็นยาพิษร้ายกาจแน่ นางจำต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วน
หากเป็นยาดีจริง เหตุใดพระสนมหลันจึงไม่ใช้เองเล่า?
ครั้งหนึ่งพระสนมหลันเคยเป็นพระสนมคนโปรดที่โดดเด่นที่สุดในวัง ทว่าหลายปีมานี้กลับไม่มีโอรสธิดา แม้แต่ครั้งตั้งครรภ์ก็ไม่เคยมี
ในวังมีพระสนมอยู่มากมาย ในบรรดานั้น พระสนมเอกอินกับพระสนมตวนซึ่งเป็นที่โปรดปรานที่สุดต่างเคยตั้งครรภ์ เพียงแต่น่าเสียดายที่โชคไม่ดี แท้งพระโอรสหรือพระธิดาไป
วันนี้เซี่ยชูเหอเพิ่งถวายตัว เฮ่อเหลียนอวี้ก็มิได้ดูเหมือนมีปัญหาอันใด เช่นนั้นเหตุใดตลอดสิบปีนับแต่ขึ้นครองราชย์ เขาจึงยังไม่มีทายาทเลย เรื่องนี้ช่างน่าขบคิดยิ่งนัก
หรือว่าเรื่องราวเหล่านั้นล้วนเป็นฝีมือคนทั้งสิ้น?
หากเป็นฝีมือคน แล้วจะเป็นผู้ใดกัน?”
