องค์ชายผิงหยางหมุนแหวนหยกบนนิ้ววนไปมา
“ฮ่องเต้ล่าชักช้าไม่ทรงตั้งไท่จื่อเป็นรัชทายาทสักที การต่อสู้แย่งชิงระหว่างองค์ชายหลายพระองค์นั้น บัดนี้ก็ลุกลามมาถึงหน้าพระพักตร์ไปหมดแล้ว”
“แม้เปิ่นหวังจะอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่บัดนี้ ลุกขึ้นยืนยังไม่ได้ คุณสมบัติในการแย่งชิงตำแหน่งนั้นก็สูญสิ้นไปนานแสนนานแล้ว”
“แต่เรื่องหนึ่งเปิ่นหวังกลับเห็นได้ชัดเจน — ต่อให้เป็นเช่นนั้น เบื้องหลังก็ยังไม่เคยหยุดส่งสายตามาเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเปิ่นหวังเลย”
“เช่นการที่เปิ่นหวังเรียกตัวเจ้ามาครั้งนี้ — นางคือสายตาที่ฮ่องเต้ทรงวางกับดักไว้ข้างกายเปิ่นหวัง”
“รวมถึงเจ้าสาวน้อยคนนั้นที่เฝ้ายามอยู่หน้าห้องของเจ้าด้วย”
“อะไรนะ พูดอะไรขึ้นมาล่ะ!” องค์หวังผิงหยางรีบห้าม
“องค์ชายผิงหยาง ขอให้เชื่อเถิด หากคิดจะโค่นฮ่องเต้ เจ้าไม่มีทางทำได้หรอก!”
“ข้าเชื่อที่ไหนกัน” องค์ชายผิงหยางยิ้มเยาะ
“ชั่วชีวิตหนึ่งข้าไม่เคยมีความฝันอันยิ่งใหญ่แบบนั้น — ข้าเพียงไม่อยากให้ใครมาบังคับให้ข้าทำสิ่งที่ข้าไม่ปรารถนาเท่านั้น!”
“ข้าแค่ไม่ยอมเป็นหมากของใคร เมื่อขาดประโยชน์แล้วก็โยนทิ้งเสีย ไม่เหลือซาก!”
เจ้าคือผู้หนึ่งที่ข้าจะพิทักษ์คุ้มครองไว้ตราบนิรันดร์
“แต่เพราะเจ้าเป็นดาวอาถรรพ์ จึงไม่มีใครในโลกนี้จะมารบกวนเจ้าได้อีก”
“คนเหล่านั้นพากันหนีเจ้าให้พ้นแขนงยิ่งกว่าหนีภัยพิบัติ จะเป็นอันว่าเจ้าคือดาวนำโชคของข้าก็แล้วกันนะ”
“ข้ารักเจ้า และข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าเป็นครั้งที่สอง!”
“แต่ข้า...”
หัวใจของนางเต้นถี่วูบ นางพลันเมาใจในสายตาลึกล้ำของเขาเสียจนลืมหมดทุกสิ่ง
“อย่าเพิ่งขยับเลย เชื่อข้าเถิด เจ้าจะได้ดื่มด่ำไปกับสุขสมอันหาที่สุดมิได้”
“จะเสียใจภายหลังก็หามิได้ หากเจ้ายังสงสัย ข้าจะปลดปล่อยเจ้าเมื่อภารกิจแห่งข้าสำเร็จ”
“แต่ต่อจากนี้เจ้าจงระลึกเสมอว่า เจ้าเป็นของข้า ห้ามคิดหลบหนีข้าเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้ว...”
“ข้าจะจับเจ้ากลับมาเสียเมื่อไรก็ได้”
เพราะคำสาบานนั้น ทั้งชีวิตของนางจึงผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเขา
หนทางแห่งโลกานี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อรุ่งอรุณของวันหนึ่ง
“เจ้าหนูแสบ ข้าจะขึ้นไปจัดการกับเจ้ายังไงดีนะ”
