“นับว่าเจ้ามีสติรู้ตัวดี ฮึ่ม!” ยุ่นเมิ่งส่งเสียงฮึดในลำคอ แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง
“ปุ๊กฉิก!” ยุ่นจิ่งที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะออกมาเสียไม่ได้
ยุ่นซีก็ทรุดมือปิดปาก ยิ้มแอบอยู่มุมปาก
ยุ่นเมิ่งมองทั้งสองคน ก็งงงวยเต็มประดา
ไม่ช้านางก็รู้ทัน ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
ยุ่นเมิ่งพุ่งลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาตัวตัว ชูมือขึ้นเตรียมจะตบให้หนักหน่วง
ยุ่นซีลุกขึ้น ก้าวมาขวางตัวตัวเอาไว้ แล้วคว้าข้อมือของยุ่นเมิ่งเอาไว้
“เจ็ดน้อง ไม่ได้”
ยุ่นเมิ่งเร่งสะบัดมือกลับอย่างแรง “ไปให้พ้น! นางกล้าด่าเรา วันนี้เราต้องสั่งสอนนางให้รู้แล้วรู้รอ!”
เรื่องวุ่นวายของเด็กทั้งสาม ก็รบกวนผู้ใหญ่ที่กำลังสนทนากันอยู่ข้าง ๆ
นางจ้าวเห็นมือของยุ่นเมิ่งถูกยุ่นซีกุมไว้ จึงรีบรุดเข้ามา แงะมือของยุ่นซีออก
“สามหลานสาว เจ้าจะรังแกเจ็ดน้องของเจ้าทำไม เจ้าเป็นพี่สาวนะ!”
“ว้า! แม่ ทั้งหลายรังแกเรา!”
“แม่ เราอยากกลับบ้าน! เราไม่อยากอยู่ที่นี่!”
ยุ่นเมิ่งซบลงในอกของนางจ้าว ร้องไห้โวยวาย
ยุ่นซีโดนนางจ้าวดุว่ากล่าว รู้สึกเหลือแรงอดทน น้ำตาคลอเบ้าวนอยู่
นางหลินเดินเข้ามา ดึงยุ่นซีมากอดไว้ กวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เป็นอะไรขึ้นมา?”
องค์หวังผิงหยางยื่นมือไปทางตัวตัว ตัวน้อยก็กระโดดลงไปในอ้อมอกขององค์หวังผิงหยาง ซุกหัวลงไปในนั้น
ยุ่นซีเห็นมารดาของตน น้ำตาก็ไหลลงมาในที่สุด
ยุ่นจิ่งที่อยู่ข้าง ๆ เห็นพี่สาวร้องไห้ ชามเลือดในอกก็พลุ่กพล่านขึ้นทันที
