องค์หวังผิงหยางมองท่าทางของตัวตัว ก็รู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง
“ทำไมถึงไม่ได้ เจ้าไม่ใช่รักหลวี่โต้วที่สุดหรือ”
“นางรับใช้เราอย่างจงรักภักดี ระหว่างเจ้าทั้งสองก็ผูกพันกันดี ย้ายนางกลับมาอยู่ข้างเจ้า มิใช่จะดีกว่าหรือ”
ตัวตัวห้อยหัวน้อย ๆ ลง คิ้วกับมุมปากต่างตก ดุจกำลังจะร้องไห้ออกมา
เห็นตัวตัวเศร้าหมองเช่นนั้น องค์หวังผิงหยางก็เกิดข้อสงสัยขึ้นในใจ
“เหลียนซิน เวลาครบรอบแล้วหรือไม่ เอามันออกเถิด”
องค์หวังผิงหยางมิได้ถามต่อ นางยื่นมือออกไปทางเหลียนซิน
สองสาวใช้สตับกลับมา เหลียนซินรีบเข้ามากราบ
“ครบรอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ หานหลังจะเอาออกให้ในทันทีเพคะ”
เมื่อผ้าปลอกถูกคลี่ออกทีละชั้น นิ้วมืองามดั่งหยกขององค์หวังผิงหยางก็ปรากฏออกมา
เหลียนซินเก็บกวาดคราบสีชาดที่บดละเอียดออกจนหมดสิ้นอย่างทะนุถนอม
ไป๋เหอควักน้ำมาใส่แอกให้องค์หวังผิงหยางชำระมือให้สะอาด
แล้วเหลียนซินจึงใช้ผ้านุ่มเช็ดนิ้วทีละนิ้วจนแห้งสนิท
เล็บที่ย้อมไว้มีสีแดงสดระรื่น เพียงแลเห็นก็งดงามนัก
“หานหลังพ่ะย่ะค่ะ สีชาดรอบนี้ย้อมได้งามจริง ๆ เพคะ”
“กุลสตรีน้อยทรงปัญญา ข้าน้อยยังนึกไม่ถึงเลยว่าจะนำสีชาดที่กุลสตรีน้อยทรงเก็บมาให้ย้อมเล็บให้หานหลังได้”
เหลียนซินยิ้มแย้มช่วยตัวตัวขจัดความเขินอาย
“เป็นอย่างนั้นเชียว ถ้าไม่ได้อาศัยกุลสตรีน้อย ข้าน้อยลืมเรื่องสีชาดในลานเสวยไปแล้วเพคะ”
ไป๋เหอก็เอ่ยรับตาม
ตัวตัวได้ยินสองสาวใช้กล่าวเช่นนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองมือที่กางออกขององค์หวังผิงหยาง
“ว้า มือของแม่งามจังเลยค่า”
เล็บที่ย้อมขององค์หวังผิงหยางแดงสว่างระยิบ ยิ่งทำให้มือนั้นขาวละเอียดดุจพอร์เซลิน
