องค์หวังผิงหยางเอียงสายตามองสวี่จิ้นซินเพียงตาเดียว
“อิ้งเหนียงยังอยู่ตรงนี้ เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอะไรนักหนา”
สวี่จิ้นซินปิดปากหัวเราะคิกคัก แล้วเบนสายตาไปมองอิ้งเหนียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เด็กน้อยคนนี้น่ะนะ จะเข้าใจอะไรกันแน่”
“คุณแม่ก็ยังว่าขวัญอีก คราวหน้าขวัญจะไปฟ้องคุณพ่อนะเพคะ”
อิ้งเหนียงทำหน้าตรึงตรง
สวี่จิ้นซินรีบตบไหล่ลูกสาวเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“คุณแม่ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เจ้าห้ามใส่ร้ายคุณแม่นะ”
“แต่ว่าคุณแม่ก็ได้พูดจาหยาบช้าถึงตัวตัวแล้ว!” อิ้งเหนียงไม่พอใจ
สวี่จิ้นซินอึ้งงัน องค์หวังผิงหยางกลับหัวเราะไม่เลิกอย่างไร้มารยาท
“เห็นไหมว่านี่คืออะไร เรียกว่าหยิบก้อนหินขึ้นมาทุบเท้าตนเองน่ะนะ”
สวี่จิ้นซินเม้มริมฝีปากแน่น แล้วหยิกแก้มอิ้งเหนียงเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“ว่ากันว่าลูกสาวเกิดมาแล้วใจจะเอนออกนอกบ้าน คราวนี้เห็นกับตาว่าเป็นจริง ต่อไหนต่อเท้ากลับหอกให้คนนอกซะอีก!”
“อิ้งเหนียง คุณแม่ต่างหากที่เป็นแม่แท้ ๆ ของเจ้า!”
อิ้งเหนียงลูบแก้มตัวเอง “คุณแม่ก็เป็นลูกสาวของคุณยายเหมือนกันนะเพคะ!”
“อีกอย่าง ตัวตัวเป็นคู่ผ้าเหลืองของขวัญ ไม่ใช่คนนอกสักหน่อย!”
คำของลูกสาวทำเอาสวี่จิ้นซินอ้าปากค้างไม่มีสำนวนจะโต้
“นี่นา!”
องค์หวังผิงหยางหัวเราะจนเอี้ยวตัวล้ม
นางช้อนมือหนึ่งกุมท้อง อีกมือหนึ่งคล้าเช็ดน้ำตา
“จิ้นซินเอ๋ย จิ้นซิน เจ้าทำให้ข้าเห็นของจริงจนต้องทบทวนความเห็นเสียใหม่แล้ว!”
สวี่จิ้นซินไม่มีทางสิ้นสุด เพียงลูบผมอิ้งเหนียงอย่างช่วยไม่ได้ อิ้งเหนียงรีบยืดมือขึ้นปกป้องเส้นผมของตน
สวี่จิ้นซินมองท่าทีสับสนวุ่นวายของลูกสาว ในที่สุดก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เผลอปลดลองเสียงออกมาเป็นเสียง “ปุ๊ด”
