องค์หวังผิงหยางรีบเข้าขวางทันที “ท่านอ๋องไม่เสวยของที่มาจากภายนอก”
ตัวตัวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง น้องหนึ่งถอนมือคืนอย่างผิดหวัง
แต่แล้วเพียงชั่วเดียว ห่อกระดาษแป้งที่น้องหนึ่งถืออยู่ก็ถูกคว้าไปจากมือ
“แค่ขนมเบเบียวก้อนเล็ก ๆ มิได้มีอะไรห้ามเสวย” องค์ชายผิงหยางเบ้พระพักตร์ กางห่อกระดาษออกดู
ข้างในเป็นขนมเบเบียวกลมเล็กไม่กี่ชิ้น
องค์ชายผิงหยางนิ่งไปชันึง เหลือบพระเนตรมายังตัวตัว “แค่นี้เองหรือ”
ตัวตัวพยักหน้า
“พ่อเจ้าคะ ลองชิมดูสิ อร่อยมากเลย”
น้องหนึ่งมององค์ชายผิงหยางด้วยแววตาเต็มเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
องค์หวังผิงหยางตั้งใจจะเข้าขวาง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นองค์ชายผิงหยางหยิบขนมเบเบียวชิ้นหนึ่งขึ้นมา นำขึ้นเสวยอย่างหยิบแหย่หนึ่งคำ
องค์หวังผิงหยางจ้องมองอย่างตึงเครียด
องค์ชายผิงหยางรู้สึกถึงรสสัมผัสที่แปลกใหม่ พระเนตรของเขาลอบผ่านประกายประหลาดใจขึ้นมาหนึ่งแวบ
เขาจ้องมองขนมเบเบียวในหัตถ์ “ก็เป็นขนมมีไส้กระมล”
ตัวตัวยิ้มจนแก้มบานเป็นดอกบัว
“จ้า! พ่อเจ้าว่าอร่อยไหมคะ”
“ตัวตัวบังเอิญเห็นเข้าเมื่อเช้า ผู้คนต่างมารุมล้อมกันแย่งกันซื้อกันทั้งหมด”
“ตัวตัวคิดว่าต้องอร่อยแน่ จึงฝากครูหลี่ช่วยแย่งกันซื้อมาให้หน่อยหนึ่ง”
องค์ชายผิงหยางหยิบขึ้นเสวยต่ออีกคำ
เปลือกนอกของขนมกรอบร่วนนุ่ม แต่ด้านในกลับเป็นผักดองคลุกเคล้ากับเนื้อหมูสับละเอียด
ผักดองช่วยลดความมันของเนื้อ ยังโรยถั่วลิสงคั่วสับไว้บ้าง รสชาติจึงเต็มอิ่มหลากหลายนัก
กลิ่นหอมกรอบของแป้งปนกลิ่นหอมของเนื้อและผักดอง ยิ่งชวนให้เสวยแล้วเสวยอีก
“ใช้ได้” องค์ชายผิงหยางหาได้เอ่ยชมใครมิค่อยจะได้ ยามนี้จึงเป็นคำชมที่หายาก
