“ป้านั่งก่อนค่ะ”
อวี๋หว่านโจวขนฟ่อนฟางมาให้ แล้วรินน้ำต้มสุกใส่ชาม
“โอ๊ย ไม่ต้องลำบากหรอก ป้าแค่มาเยี่ยมพวกเธอเท่านั้นเอง”
ป้าชุ่ยฮวาหย่อนก้นลงบนฟ่อนฟาง ก่อนยื่นตะกร้าไม้ไผ่ให้ “นี่หัวไชเท้าดองที่ป้าทำเอง แล้วก็เอาเกลือหยาบมาให้หน่อยหนึ่ง ในป่าเขาไม่มีอะไรอื่น กินประทังไปก่อนนะ”
“ขอบคุณค่ะป้า”
อวี๋หว่านโจวรับตะกร้ามาวางบนโต๊ะ โดยไม่ได้เปิดดู
ป้าชุ่ยฮวาเหลือบมองไปทางห้องด้านใน
ม่านประตูเป็นผ้าป่านเก่าขาด ๆ มองทะลุไปเห็นราง ๆ ว่ามีคนนอนอยู่ข้างใน
“นั่นปู่ของเธอเหรอ อาการเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“โรคเก่าค่ะ นอนพักรักษาตัวอยู่”
“เฮ้อ ลากคนป่วยเดินทางไกลขนาดนี้มาอยู่ชนบท เธอนี่ช่างลำบากจริง ๆ”
ป้าชุ่ยฮวาถอนหายใจ พลางตบหลังมืออวี๋หว่านโจวเบา ๆ แต่สายตากลับชำเลืองเข้าไปในห้องด้านในอยู่ตลอด “ให้ป้าเข้าไปดูไหม เมื่อก่อนป้าก็เคยดูแลผู้เฒ่าที่บ้าน พอจะรู้อะไรอยู่บ้าง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
อวี๋หว่านโจวเลื่อนชามน้ำไปใกล้มือป้าชุ่ยฮวา แล้วขยับตัวไปยืนขวางตรงปากทางเข้าห้องด้านในอย่างแนบเนียน “ปู่ฉันอารมณ์แปลก ๆ ไม่ให้คนแปลกหน้าเข้าไปในห้องค่ะ คราวก่อนหมอหวังวัดความดันให้ ปู่เกือบเอาไม้เท้าฟาดหัวเข้าให้แล้ว”
เสียงไอหนัก ๆ ของอวี๋ฉงซิ่นดังมาจากห้องด้านใน ราวกับช่วยยืนยันคำพูดนั้น
ป้าชุ่ยฮวาหดคอกลับอย่างกระอักกระอ่วน
เธอนั่งต่ออีกพักหนึ่ง พูดคุยสัพเพเหระแล้วถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทั้งที่บ้านมีกันกี่คน ที่เซี่ยงไฮ้อาศัยอยู่บ้านแบบไหน ทำไมถึงมาอยู่ชนบทไกลถึงเพียงนี้
อวี๋หว่านโจวตอบคำถามอย่างรอบคอบ ไม่เปิดช่องให้จับผิดได้เลย ที่บ้านเหลือกันแค่ปู่กับหลาน บ้านให้ทางการเช่าแล้ว ส่วนที่มาที่นี่ก็เพื่อตอบรับคำเรียกร้องและมารับการศึกษาใหม่
ป้าชุ่ยฮวาพยายามแคะข้อมูลสำคัญจากช่องว่างในคำพูด แต่กลับไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง
