“ปี๊บ ๆ ๆ! อันตรายขั้นร้ายแรง! นายหญิง มีคนปีนขึ้นมาที่ระเบียงฝั่งตะวันออกชั้นสองแล้ว! กลิ่นอายสังหารโชยคลุ้ง ดูท่าจะเป็นตัวอันตรายแน่ ๆ!”
ในหัว เจียนเจียนส่งเสียงเล็ก ๆ จนแทบจะแตกพร่า
อวี๋หว่านโจวชะงักฝีเท้าทันควัน ลมหายใจพลันแผ่วเบาจนแทบจับไม่ได้
คนของหลี่ตงหลินหรือ?
เป็นไปไม่ได้
จิ้งจอกเฒ่านั่นรู้ดีว่าตอนนี้คฤหาสน์หลังนี้มีป้ายสำนักงานเขตแขวนอยู่ ต่อให้เพิ่มความกล้าให้อีกแปดเท่าก็ไม่กล้าส่งคนมาบุกฝ่าด่านในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้
คนที่สามของสมาคมช่วยโลกหรือ?
ก็ไม่ใช่ ตามข่าวที่ดักฟังเมื่อคืน ไอ้หมอนั่นจะขึ้นรถไฟลงใต้พรุ่งนี้เช้าต่างหาก
พลังพิเศษธาตุไม้บริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ผ่านร่องพื้น ราวกับใยแมงมุมที่มองไม่เห็น คืบไปตามผนังเพื่อสำรวจขึ้นสู่ชั้นสอง
ห้องหนังสือชั้นสอง
เงาร่างสูงใหญ่กำยำพลิกตัวเข้ามาจากนอกหน้าต่างอย่างไร้สุ้มเสียง ลงพื้นแผ่วเบาราวแมว แม้แต่ฝุ่นสักเม็ดก็ไม่ฟุ้งขึ้นมา
แสงจันทร์ลอดผ่านช่องม่านที่แง้มอยู่ ตกกระทบใบหน้าเขา เผยให้เห็นแนวกรามคมเข้ม และแผลเป็นเก่าที่พาดอยู่เหนือคิ้วซ้าย ช่วยเพิ่มความดื้อรั้นให้เขาอีกหลายส่วน
เฮ่อเจิงไม่แตะไฟฉาย
เขาแนบตัวไปกับกำแพง ดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดยิ่งนักอาศัยแสงจันทร์ริบหรี่ กวาดตรวจห้องหนังสือที่ว่างเปล่าจนทั่วทุกซอกทุกมุม
บ่ายวันนี้ หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระหว่างบุคคลของคดีทั้งสาม คำใบ้ทุกอย่างกลับมาบรรจบกันอย่างประหลาดที่ชื่อเดียว
อวี๋หว่านโจว
หยางจิ่งอันเป็นอารองของเธอในนาม ลูกชายของจางจินฝูเพิ่งไปบ้านเธอแล้วถูกเธอซ้อมไล่ออกมา จากนั้นตระกูลจางก็ถูกกวาดล้างยกครัว ส่วนหลี่ตงหลินถึงกับนำพวกอันธพาลในเครื่องแบบมาค้นคฤหาสน์หลังนี้ด้วยตัวเองเมื่อไม่กี่วันก่อน
