“เสี่ยวซี วันนี้ต้องไปรับใบจบแล้ว เธอเตรียมตัวเสร็จหรือยัง?” หลี่เหมียวเหลือบมองเวลา เห็นว่าใกล้จะไม่ทันแล้ว จึงอดเร่งไม่ได้
“มาแล้ว ๆ” ซูซีสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน นั่งตัวตรงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือแตะเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วงสองวันนี้เธอฝันอยู่ตลอด ฝันเห็นผู้ชายผมยาวรุงรังคนหนึ่งถูกคนกลุ่มหนึ่งทุบตีและขับไล่
ซูซีสะบัดศีรษะที่หนักอึ้งเล็กน้อย ก่อนรีบเก็บข้าวของแล้วออกจากหอพักไปกับหลี่เหมียว
“จริงสิ เรื่องงานของเธอเป็นยังไงบ้าง ฉันสมัครไปหลายบริษัท แต่โดนปฏิเสธหมดเลย” หลี่เหมียวพูดอย่างห่อเหี่ยว
“เกือบจะได้ข้อสรุปแล้ว” ตอนเรียนปริญญาโทปีสอง ซูซีมักติดตามอาจารย์ที่ปรึกษาไปร่วมงานประชุมนานาชาติหลายแห่ง หลังเรียนจบ เธอจึงไม่ได้สมัครงานกับบริษัท แต่สมัครสอบเข้ารับราชการโดยตรง
“ดีจังเลย อิจฉาเธอจัง” หลี่เหมียวพูดอย่างอิจฉา
ซูซีหัวเราะเบา ๆ “เธอจะมาอิจฉาฉันทำไม คุณน้าไม่ได้ให้เธอกลับไปช่วยงานที่บริษัทหรือไง”
ครอบครัวของหลี่เหมียวเปิดบริษัทนำเข้าและส่งออกแห่งหนึ่ง ขนาดไม่เล็ก เรียกได้ว่าเป็นคุณหนูบ้านรวยเต็มตัว
ส่วนซูซีเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก แต่เธอหัวไว หลายปีมานี้อาศัยเงินสนับสนุนจากผู้มีจิตเมตตา จึงเรียนจนจบมัธยมปลายและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ทั้งสองเป็นนักศึกษาปริญญาโทคณะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เอกภาษาอังกฤษและโทภาษารัสเซีย ปีนี้พอดีเรียนจบ
“คุยกับเธออยู่นะ คิดอะไรอยู่?” หลี่เหมียวเขย่าแขนซูซี พลางพูดออดอ้อน
ซูซีส่ายหน้า “ไม่มีอะไร แค่คิดว่าเดี๋ยวรับใบจบเสร็จแล้วเราจะไปกินอะไรกันดี”
“เฮ้อ แอบเสียดายอยู่เหมือนกันนะ ถนนของกินในมหาวิทยาลัย…คงต้องบอกลากันแล้ว” หลี่เหมียวคร่ำครวญอย่างเกินจริง
“ก็ยังอยู่ในปักกิ่งเหมือนเดิม อยากกินเมื่อไรก็กลับมากินได้” ซูซีพูดยิ้ม ๆ
“อา~ เสี่ยวซี ฉันไม่อยากจากเธอเลย”
ทั้งคู่หยอกล้อกันไปมาโดยไม่ทันสังเกตเห็นรถที่แล่นเข้ามาจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว ต่อให้สังเกตเห็น ก็คงไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะรถในมหาวิทยาลัยห้ามขับเร็วอยู่แล้ว แต่เรื่องไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ กว่าทั้งสองจะได้ยินเสียงคนรอบข้างร้องเตือนก็สายเกินไปแล้ว
ซูซีมองรถที่พุ่งใกล้เข้ามาด้วยความหวาดผวา ก่อนออกแรงผลักหลี่เหมียวให้พ้นทางอย่างสุดกำลัง
จากนั้นภาพตรงหน้าของซูซีก็ถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน เธอได้ยินเสียงหลี่เหมียวร้องเรียกอย่างหวาดกลัวแว่ว ๆ “เสี่ยวซี เสี่ยวซี”
ความจริงแล้วซูซีเป็นคนเก็บตัว โดดเดี่ยว และเห็นแก่ตัวมาก สิ่งที่เธอพบเจอมาตั้งแต่เด็กคอยพร่ำบอกว่า ของที่อยู่ในมือเท่านั้นถึงจะเป็นของตัวเอง เธอจึงมีเพื่อนไม่กี่คน แต่หลี่เหมียวเป็นข้อยกเว้น
บริษัทของครอบครัวหลี่เหมียวไปได้ดี และยังชอบทำงานการกุศลด้วย สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ซูซีเคยอยู่ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากตระกูลหลี่ ทั้งคู่รู้จักกันที่นั่น
แรกเริ่มซูซีเข้าไปสนิทกับหลี่เหมียวเพราะครอบครัวหลี่เป็นผู้สนับสนุน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองก็ค่อย ๆ กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
“เสี่ยวซี อย่าทำให้ฉันตกใจสิ” หลี่เหมียวคลานกระเสือกกระสนไปข้างกายซูซี มือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด
“สถานสงเคราะห์…” สิ่งที่ซูซีเป็นห่วงที่สุดคือสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า
หลี่เหมียวร้องไห้จนแทบไม่ได้สติ “ฉันจะดูแลให้เอง”
“อย่าร้องไห้” ซูซีได้สติขึ้นมาบ้าง
“เธอ…ต้องอดทนไว้นะ” หลี่เหมียวฟังคำพูดของซูซีแล้วตัวสั่นระริกไปทั้งร่าง
“แฮ่ก…แฮ่ก…” สติของซูซีค่อย ๆ เลือนราง
เมื่อเห็นซูซีหมดสติ หลี่เหมียวกอดเธอไว้แน่น ร่างทั้งร่างคล้ายแข็งค้างไปแล้ว เมื่อครู่พวกเธอยังพูดกันอยู่เลยว่าจะไปกินอะไรดี ทั้งที่ซูซีกำลังจะทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จอยู่แล้วแท้ ๆ
ตอนพ่อหลี่กับแม่หลี่ได้รับข่าวและรีบไปถึงโรงพยาบาล ซูซีก็ถูกเข็นไปยังห้องเก็บศพแล้ว ส่วนหลี่เหมียวนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงโถงทางเดินของโรงพยาบาล
“เหมียวเหมียว” แม่หลี่เดินมาหาหลี่เหมียว แล้วเรียกเสียงเบา
หลี่เหมียวเอนซบแม่ เสียงแหบพร่าขณะพูดว่า “แม่คะ เธอช่วยหนูไว้ เธอหลบได้แท้ ๆ แต่กลับผลักหนูออกไป”
พ่อหลี่ได้ยินแล้วถอนหายใจยาว เดิมทีเขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่หลี่เหมียวคบหาซูซี เด็กที่โตมาจากสถานสงเคราะห์ แถมยังฉลาดแกมโกง เขาคิดมาตลอดว่าเด็กสาวคนนี้เข้าใกล้หลี่เหมียวด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ คิดไม่ถึงเลยว่า…เฮ้อ
“ไม่เป็นไรนะ เหมียวเหมียว” แม่หลี่ตบหลังลูกสาวเบา ๆ
หลังจัดงานศพให้ซูซีเสร็จ หลี่เหมียวก็ไปจุดตะเกียงให้เธอที่วัด
“โยม โปรดหยุดก่อน”
หลี่เหมียวหันกลับไป “ท่านอาจารย์ เรียกฉันหรือคะ?”
“อมิตาภพุทธ โยม เพื่อนของโยมได้กลับไปยังที่ที่นางควรกลับแล้ว ส่วนโยมเองก็ถึงเวลาปล่อยวางได้แล้ว”
หลี่เหมียวชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเช่นนั้น ตั้งใจจะถามอะไรต่อ แต่กลับพบว่าข้างกายไม่มีใครอยู่เลย เหลือเพียงสายลมแผ่วเบาที่พัดผ่าน
“เสี่ยวซี ขอให้ต่อจากนี้เธอปลอดภัยและราบรื่นนะ” หลี่เหมียวยื่นแขนออก รับสัมผัสสายลมแผ่วเบา พร้อมเอ่ยในใจ
……
เมื่อซูซีลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอมองป้ายขวัญบนผนังอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “พิธีรับปริญญามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ปี 1960”
“ซูหมิงซี เป็นอะไรไป?” ฟางหยวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สะกิดซูหมิงซีซึ่งกำลังเหม่อลอย
ซูซีได้สติกลับมาอย่างฉับพลัน “มะ…ไม่มีอะไร แค่เวียนหัวนิดหน่อย”
“อ้าว ไข้ยังไม่หายอีกเหรอ? วันนี้อธิการบดีแค่กล่าวสุนทรพจน์ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ กลับไปพักที่หอก็ได้นะ” ฟางหยวนพูดเสียงเบา
“ได้เหรอ?” ซูซีรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง ตอนนี้ความคิดในหัวปั่นป่วนไปหมด เธอต้องการที่เงียบ ๆ เพื่อเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ฟางหยวนพยักหน้า “ได้สิ ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาถาม ฉันจะบอกว่าเธอไม่สบาย เลยไปห้องพยาบาล”
“ตกลง ขอบคุณนะ” ซูซีพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง ก่อนก้มตัวเดินออกจากหอประชุมอย่างเงียบเชียบ
ฟางหยวนมองแผ่นหลังของซูซี ดวงตาหลุบต่ำลงเล็กน้อย
เมื่อออกจากหอประชุม ซูซีเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามแล้วถอนหายใจยาว
ซูซีพยายามค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับหอพักของเจ้าของร่างเดิมจากในหัว ก่อนลากสังขารกลับไปยังหอพัก
หอพักในปี 1960 เทียบกับหอพักในยุคหลังไม่ได้เลย ซูซีไม่มีแก่ใจสนใจสภาพแวดล้อม หาเตียงของเจ้าของร่างเดิมเจอแล้วก็ล้มตัวลงนอนทันที
ทันทีที่เอนกายลงนอน ในหัวก็ปวดราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงจนลืมตาไม่ขึ้น รู้อย่างนี้ไปห้องพยาบาลตั้งแต่แรกก็ดี ไม่น่าจะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ก็ต้องตายแล้วกระมัง
ซูซีกัดฟันแน่น แต่ความเจ็บปวดนี้เกินกว่าจะทนไหว สุดท้ายเธอก็หมดสติไป
ชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งไหลผ่านเข้ามาในห้วงความคิด เด็กหญิงคนนั้นชื่อซูหมิงซี บ้านอยู่มณฑลอวิ๋น พ่อเป็นทหาร แม่เป็นหมอ มีพี่สาวสามคนและพี่ชายสองคน ส่วนเจ้าของร่างเดิมเป็นน้องเล็กสุดของบ้าน
ตอนเด็ก ๆ เจ้าของร่างเดิมหน้าตาน่ารักราวตุ๊กตา วัน ๆ เอาแต่นั่งเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด จนกระทั่งอายุ 3 ขวบ แม่ของเจ้าของร่างเดิมถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติ
