ใจกายล้วนปรารถนาเธอ

บทที่ 3 ไล่ไปให้พ้น

5 นาที· 1.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

บทที่ 3 ไล่ไปให้พ้น

“ไม่เคยเจอก็ไม่เป็นไร” หลี่เฟิ่งเสียไม่ใส่ใจ “ฉันเล่าให้ฟังเอง พี่ชายห่างๆ คนนี้ของฉันชื่อโจวหย่วนจื้อ อายุสามสิบสอง หน้าตาหล่อเหลา แล้วรู้ไหมว่าสำคัญที่สุดคืออะไร”

เธอเว้นจังหวะ จงใจรอให้หยางจือเหยียนต่อบท

หยางจือเหยียนกลับไม่ยอมตามใจ ไม่รับลูกเธอ

“ข้าราชการ” หลี่เฟิ่งเสียเน้นเสียง “สอบติดแล้ว งานมั่นคง”

หยางจือเหยียนก้มตามองมือพี่สะใภ้ที่กุมมือตนไว้ นิ้วมืออวบอิ่ม ทาเล็บสีชมพูอ่อน แหวนทองที่นิ้วนางส่องประกายวาววับใต้แสงไฟ

“เงื่อนไขดีขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นญาติกับฉัน ยังไงก็ไม่轮到เธอหรอก”

หลี่เฟิ่งเสียยิ้มบาง “ตอนนี้เขาน่ะเนื้อหอมจะตาย มีแต่คนยื่นลูกสาวให้”

ความหมายในคำพูด หยางจือเหยียนฟังเข้าใจ

เธอดึงมือออกจากมือหลี่เฟิ่งเสีย รวบผมปรกข้างหู น้ำเสียงไม่ดังแต่ชัดเจนมาก “พี่สะใภ้ ตอนนี้ฉันยังไม่อยากแต่งงาน งานเพิ่งเริ่ม อาจารย์มู่那边...”

“งานงานงาน” หลี่เฟิ่งเสียขัดจังหวะ รอยยิ้มบนหน้าลดลงสามส่วน “พูดเพราะๆ ก็คือนักออกแบบกี่เพ้า พูดตรงๆ ก็เป็นแค่ช่างตัดเสื้อ จะเอาดีอะไรได้”

ขนตาของหยางจือเหยียนกระตุกวูบ ไม่โต้เถียง

“จือเหยียน พี่สะใภ้จะพูดความจริงให้ฟัง” หลี่เฟิ่งเสียเอนตัวกลับไปพิงเบาะโซฟาอีกครั้ง มือวางบนท้อง น้ำเสียงอ่อนลง เหมือนกำลังเกลี้ยกล่อมเด็ก

“ผู้หญิงน่ะนะ พอเลยยี่สิบห้าก็ไม่มีค่าแล้ว รีบหาให้เจอดีๆ ตอนยังสาวๆ เถอะ อีกหน่อยก็ไม่ใช่เราจะเลือกเขา แต่เขาจะเลือกเรา”

“ตอนนี้ฉันไม่ได้คิดจะเลือกใคร” หยางจือเหยียนพูด “ฉันแค่อยากเรียนทำกี่เพ้าให้เก่ง”

“เธอเรียนนั่นไปทำไม” เสียงหลี่เฟิ่งเสียแหลมขึ้นเล็กน้อย แต่นึกถึงจุดประสงค์ตัวเองได้ก็กดเสียงลงทันที

“เธอนี่นะ จบมหาวิทยาลัย เรียนอะไรไม่เรียน ดันไปเรียนตัดกี่เพ้า แม่เธอตามใจ พี่ชายเธอก็ตามใจ แต่ฉันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

หยางจือเหยียนไม่ปริปาก

เธอนั่งอยู่ริมโซฟา หลังตั้งตรงมาก มือสองข้างซ้อนกันบนเข่า

นี่คือท่านั่งที่อาจารย์มู่สอนเธอ คนทำกี่เพ้า ตัวเองต้องมีมารยาทก่อน

“บอกเธอนะ จือเหยียน” หลี่เฟิ่งเสียลดเสียงลง สีหน้าเปลี่ยนไป กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

“ฉันกับพี่ชายเธอแต่งงานกันแล้ว เธอเป็นน้องสะใภ้ จะอยู่บ้าน娘家ไปตลอดก็ไม่เหมาะ”

หยางจือเหยียนเงยหน้ามองเธอ

“บ้านนี้มีแค่สามห้อง” หลี่เฟิ่งเสียพูดพลางก้มมองท้องตัวเอง มือลูบวนเป็นวง “พอฉันคลอด ห้องนี้ของเธอ ก็จะเป็นของหลานชายเธอแล้ว”

ในห้องนั่งเล่นเงียบไปชั่วขณะ

รายการวาไรตี้ในทีวียังเปิดอยู่ ดาราสาวคนหนึ่งหัวเราะลั่นจนตัวงอ เสียงดังลอดออกมาน่ารำคาญ

หยางจือเหยียนค่อยๆ เงยหน้ามองหลี่เฟิ่งเสีย

“พี่สะใภ้ นี่เธอจะไล่ฉันไปใช่ไหม”

หลี่เฟิ่งเสียถูกดวงตาคู่นั้นจ้องจนอึดอัด เธอเบือนหน้ามองทางอื่น หยิบแก้วน้ำบนโต๊ะน้ำชาขึ้นมาจิบแล้ววางลง

“ฉันบอกแล้ว ว่าฉันทำเพื่อเธอ”

เสียงยังไม่ทันขาดหาย ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากห้องครัว แม่ของหยางจือเหยียนสวมผ้ากันเปื้อนเดินออกมา

“เหยียนเหยียนกลับมาแล้ว” แม่เดินมานั่งเก้าอี้เล็กตรงข้ามหลี่เฟิ่งเสียข้างโซฟา เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน

“แม่” หยางจือเหยียนเรียก

“เหยียนเหยียน” แม่มองเธอ น้ำเสียงเป็นความอ่อนโยนอย่างระมัดระวัง กลัวจะทำให้แผนของลูกสะใภ้เสีย

“พี่สะใภ้เธอไม่ได้จะไล่เธอหรอก แม่รู้ว่าเธอเป็นเด็ก懂事ตั้งแต่เล็ก และรู้ว่าตอนนี้เธอยุ่งกับการเรียนวิชากับอาจารย์มู่...”

“แม่” หยางจือเหยียนขัดแม่ “แม่ก็เห็นด้วยเหรอ”

แม่ลังเล มองหลี่เฟิ่งเสียแวบหนึ่ง แล้วมองลูกสาว สุดท้ายก็ถอนหายใจ

“เหยียนเหยียน แม่ก็เห็นว่าเงื่อนไขเขาดีจริงๆ ข้าราชการ งานมั่นคง ใครๆ ก็อยาก嫁แต่ก็ไม่ง่าย เขาเป็นญาติห่างๆ กับบ้านเรา รู้จักพื้นเพกันดี ไม่มีทางหลอกเธอ”

“ดูพี่สะใภ้เธอแต่งเข้าบ้านเรามาหลายปี สิ เป็นยังไงบ้าง คนที่เธอแนะนำ จะแย่ได้ยังไงกัน” แม่พูดจบก็หันไปดูสีหน้าหลี่เฟิ่งเสีย เหมือนกลัวลูกสะใภ้ไม่พอใจ

หลี่เฟิ่งเสียพยักหน้าอย่างพอใจจริงๆ รับคำต่อ “จือเหยียน พรุ่งนี้เธอหาเวลาไปเจอสักหน่อยเถอะ เจอกันครั้งหนึ่ง ไม่合适ก็ค่อยว่ากัน ใช่ว่าเจอแล้วต้องแต่งซะเมื่อไหร่”

“ใช่” แม่เสริมบ้าง “ไปเจอครั้งเดียวมองสักหน่อยก็ไม่เสียหาย แม่จะไปเป็นเพื่อนก็ได้”

หยางจือเหยียนนั่งอยู่ตรงนั้น เบื้องหน้ามีผู้หญิงสองคนสองปาก ร้องรับสลับกัน ถ้าไม่ไล่เธอไปคงไม่ยอมเลิกรามั้ง

เธอรีบหาที่อยู่แล้วย้ายออกไปดีกว่า

เธอไม่โวยวาย ไม่งอแง

ตั้งแต่เด็กเธอก็ไม่เคยทะเลาะกับใคร เรื่องในบ้าน พ่อแม่เป็นคนตัดสิน พี่ชายพี่สะใภ้เป็นคนตัดสิน เธอไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น

ครั้งเดียวที่ยืนกรานความคิดตัวเอง คือตอนเรียนจบแล้วบอกที่บ้านว่าจะไปเรียนทำกี่เพ้า

ครั้งนั้นวุ่นวายอยู่เป็นเดือน พ่อเธอปาขันชาแตกไปสามใบ แม่เธอร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง สุดท้ายก็แพ้ความดื้อรั้นของเธอ ยอมให้เธอไป

ดังนั้น เธอก็ไม่ได้ไม่รู้จัก反抗เสียทีเดียว

แค่บางเรื่อง มันไม่คุ้มที่จะใช้แรงทั้งหมด

“ได้” หยางจือเหยียนลุกขึ้น เสียงเบามาก “พรุ่งนี้กี่โมง ที่ไหน”

หลี่เฟิ่งเสียตาเป็นประกาย ลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที ไม่เอามือค้ำเอว ไม่วางมือบนท้องอีก ทำตัวกระปรี้กระเปร่าราวกับถูกปลุกใจ

“พรุ่งนี้บ่ายสาม ถนนเหรินหมิน ร้านคอฟฟี่บีนี ฉันให้พี่ชายฉันรอเธอที่นั่น เขาใส่สูทสีน้ำเงิน จำง่าย”

หยางจือเหยียนพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก หมุนตัวเดินเข้าห้องตัวเอง

พอถึงประตู เธอได้ยินเสียงเบาๆ ของหลี่เฟิ่งเสียข้างหลัง แฝงความ得意ที่ปิดไม่มิด “แม่ หนูว่าแล้วว่าจือเหยียนเด็กคนนี้มัน懂事...”

หยางจือเหยียนเปิดประตูเข้าไปแล้วปิดประตูตาม

ห้องไม่ใหญ่ มีเตียงนอนหนึ่งหลัง โต๊ะเขียนหนังสือหนึ่งตัว ตู้เสื้อผ้าหนึ่งใบ

บนโต๊ะเขียนหนังสือกองหนังสือเกี่ยวกับการตัดเย็บกี่เพ้าหลายเล่ม ยังมีแบบเก่าหนึ่งเล่มที่อาจารย์มู่ให้ยืม หน้ากระดาษเหลืองกรอบขีดดินสอเป็นแบบกี่เพ้าสมัยสาธารณรัฐ

เธอไม่เปิดไฟ นั่งลงบนเตียง

แสงไฟถนนนอกหน้าต่างส่องลอดม่าน ทิ้งแสงสลัวสีเหลืองนวลลงบนพื้นห้อง

เธอนั่งไปสักพัก จู่ๆ ก็ยื่นมือไปลูบผนังหัวเตียง ห้องข้างๆ คือห้องนอนพี่สะใภ้ ผนังกั้นเสียงไม่ดี เธอได้ยินเสียงพูดลอดมาเลือนราง จับความไม่ชัด แต่น้ำเสียงแจ่มใส

อีกไม่นานห้องนี้ก็ไม่ใช่ของเธอแล้ว

นี่คือบ้านของพี่ชายเธอ แต่เงินดาวน์เธอออกไปหนึ่งแสน สองปีก่อนตอนซื้อบ้าน เธอเพิ่งเข้าร่วมประกวดออกแบบกี่เพ้า ได้รางวัลมาห้าหมื่น อีกห้าหมื่นส่วนหนึ่งมาจากเงินเก็บทำงาน อีกส่วนยืมอาจารย์มู่มา

แม้แต่เงินผ่อนรายเดือน เธอก็ยังช่วยออก ตอนนี้กลับมาบอกว่า ห้องนี้เป็นของหลานชาย

น่าขำจริงๆ เธอน่ะเป็นส่วนเกินเสมอ

หยางจือเหยียนนอนลง ดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคาง ใจเต็มไปด้วยความหดหู่

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com