ชาวบ้านที่มามุงดูต่างกลั้นหายใจ ไม่มีใครกล้าส่งเสียง เพราะกลัวจะรบกวนสองปู่หลานที่กำลังช่วยคนเจ็บ
ราว 15 นาทีต่อมา เข็มสุดท้ายก็เย็บเสร็จและผูกปม เธอใช้กรรไกรเล็กตัดปลายด้าย ก่อนจะทายาห้ามเลือดและสมานแผลสีเหลืองทองลงไปอีกชั้น
จากนั้นจึงใช้ผ้าก๊อซสีขาวสะอาดพันแผลซ้อนกันหลายชั้นจนเรียบร้อย
ทำทุกอย่างเสร็จ เธอถึงยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ
“คุณปู่ เสร็จแล้วค่ะ!”
คุณปู่เจียงเห็นกระบวนการเย็บแผลของหลานสาวกับตาตัวเอง ในใจพลันปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ
เขารู้ดีว่าฝีมือเย็บแผลของหว่านซิงเป็นอย่างไร
คราวก่อนที่เย็บแผลให้ชายหนุ่มในหมู่บ้าน ฝีเข็มน่าเกลียดราวกับตะขาบ
ไหนเลยจะเหมือนตอนนี้ที่เย็บได้เรียบร้อยเป็นระเบียบ
ฝีมือที่หว่านซิงแสดงให้เห็นเมื่อครู่ หากไม่ได้ฝึกฝนอย่างหนักมาหลายปี คงทำได้ไม่ถึงขั้นนี้
เจียงหว่านซิงเห็นคุณปู่เจียงจ้องมอง ก็ใจหายวาบ แย่แล้ว เมื่อครู่มัวแต่สนใจเย็บแผลจนลืมไปว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นพวกมือไม่เอาไหน
คุณปู่เจียงรู้ดีที่สุดว่าเจ้าของร่างเดิมมีฝีมือระดับไหน
ตอนนี้เธอเลาะด้ายแล้วเย็บใหม่ยังทันไหมนะ?
ขณะที่เจียงหว่านซิงกำลังกระวนกระวายใจ คุณปู่เจียงก็หันไปพูดกับคนข้าง ๆ
“พวกคุณไปหาเปลหามมาหน่อย ช่วยกันหามเขากลับบ้าน ระวังอย่าให้โดนแผลล่ะ”
ชาวบ้านถึงได้สติ รีบไปหาเปลหามแล้วช่วยกันหามชายชราหลิวออกไป
พอชายชราหลิวถูกหามไป เจียงหว่านซิงก็คิดจะกลับไปพร้อมคุณปู่
“รีบหลบเร็ว!”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา
เจียงหว่านซิงหันกลับไป ก็เห็นวัวเหลืองตัวใหญ่พุ่งออกมาจากทุ่งนาด้านหลัง
วัวเหลืองพุ่งตรงเข้าหาเจียงหว่านซิง
ชั่วพริบตานั้น สมองของเจียงหว่านซิงพลันว่างเปล่า
เสียงรอบข้างเงียบหายไปทันที
คุณปู่เจียงมองวัวเหลืองพุ่งชนหลานสาวตาค้าง หัวใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
เขาขาสั่น พยายามจะก้าวเข้าไปช่วย แต่ก็สายเกินไปแล้ว
ในช่วงเวลาเป็นตายเท่ากันนั้นเอง
เสียงปืนดังปังขึ้น กรีดอากาศรอบข้างราวกับคมมีด
วัวเหลืองตัวนั้นล้มตึงลง ห่างจากเจียงหว่านซิงเพียง 2 เมตร
