แรกเริ่มอิ้นฉียังเกร็งอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปก็ไม่กลัวแล้ว ทั้งยังตื่นเต้นจนแทบหยุดไม่อยู่ แขนเล็ก ๆ โบกไปมา พลางส่งเสียงอ้อแอ้ใสกังวานเป็นระยะ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความร่าเริง ก้องไปไกลทั่วชานเมืองอันโล่งกว้าง
อิ้นเอ๋อคอยสังเกตอิ้นฉีอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าเขามีความสุข ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย
“เจ้าม้าตัวน้อย ค่อย ๆ ไปหน่อย อย่าทำให้เสี่ยวฉีของเราตกใจเล่า” เขาพึมพำเสียงต่ำ มือข้างหนึ่งประคองอิ้นฉีไว้แน่น เกรงว่าเด็กน้อยจะนั่งไม่มั่นคงจนพลัดตกลงไป
อิ้นถังเห็นทั้งสองกำลังมาทางตน จึงยิ้มพลางหยอกเย้า “ครานี้เสด็จพ่อกลับวางพระทัย ปล่อยให้เจ้าอุ้มเจ้าตัวน้อยออกมาขี่ม้าเล่นอย่างอิสระเสียแล้ว”
อิ้นฉีได้ยินก็พลันเงยหน้าขึ้น ดวงหน้าเล็กเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น “พี่เก้า! ข้าขี่ม้าแล้ว!”
“อืม ฉีเอ๋อร์เก่งยิ่งนัก” อิ้นถังเอ่ยชม
อิ้นเสียงซึ่งอยู่ไม่ไกลมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจน รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มอยู่ในดวงตา
เขารั้งบังเหียนเบา ๆ โน้มตัวลงเด็ดกิ่งหลิวอ่อนนุ่มสดใหม่จากข้างทางขึ้นมาหลายกิ่ง ปลายนิ้วพลิ้วไหวสอดประสานอย่างคล่องแคล่ว เพียงชั่วครู่ก็ถักเป็นหมวกกิ่งหลิวใบเล็กประณีตน่ารัก
เขาควบม้าเข้าไปหา ยิ้มพลางวางหมวกกิ่งหลิวลงบนศีรษะฉีเอ๋อร์ “ฉีเอ๋อร์ ดูหมวกที่พี่สิบสามทำให้เจ้า สวมไว้แล้วจะได้คลายร้อน”
หมวกกิ่งหลิวหอมกลิ่นกิ่งหลิวอ่อน ปิดคลุมศีรษะเล็ก ๆ ของอิ้นฉีได้พอดี ชายหมวกมีกิ่งอ่อนนุ่มห้อยลงมาหลายเส้น เมื่อสายลมพัดก็แกว่งไกวเบา ๆ
เจ้าตัวน้อยยกมือแตะหมวกบนศีรษะ ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม “ขอบคุณพี่สิบสาม! ฉีเอ๋อร์ชอบยิ่งนัก”
