ยี่สิบนาทีต่อมา เซี่ยงั่นก็มาถึง เธอสวมเสื้อไหมพรมสีขาวนวล ผมรวบเป็นหางม้าอย่างลวก ๆ แม้แต่ลิปสติกก็ไม่ได้ทา เห็นได้ชัดว่าเพิ่งลุกจากเตียงแล้วรีบวิ่งมา ในมือเธอหิ้วถุงผ้าใบหนึ่ง ในนั้นพองตุง ดูแล้วคงหนักไม่น้อย
ปั๋วเฉินนั่งอยู่บนม้านั่งยาว พอเงยหน้าขึ้นเห็นเธอ ลำคอก็พลันตีบตันขึ้นมา เขาอธิบายความรู้สึกนั้นไม่ถูก อย่างไรเสีย ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีใครวิ่งมาหาเขากลางดึกเพียงเพราะเขาถูกจับเข้าโรงพัก
เซี่ยงั่นไม่ได้พูดกับเขา แต่เดินตรงไปหาตำรวจ “สวัสดีค่ะ ฉันเป็น...เพื่อนของเขา ขอทราบสถานการณ์ตอนนี้ได้ไหมคะ?”
ตำรวจเล่าสถานการณ์ให้ฟัง ปั๋วเฉินขับรถของคนอื่น เมาแล้วขับจนชนท้าย รถของคู่กรณีเสียหายหนัก อีกฝ่ายเรียกค่าซ่อมรถกับค่าเสียหายทางจิตใจรวมกันแปดหมื่นหยวน พอฟังจบ เซี่ยงั่นก็หันไปมองปั๋วเฉิน
ปั๋วเฉินคิดว่าเธอคงด่าเขา หรือไม่ก็หันหลังเดินจากไป แต่เธอแค่มองเขาครู่หนึ่ง แล้วเปิดถุงผ้า หยิบเงินออกมาทีละปึก มีทั้งธนบัตรใบใหญ่และใบย่อย ดูคล้ายกับว่าเธอถอนเงินจากบัตรธนาคารหลายใบออกมาจนเกลี้ยง แม้แต่เศษเงินก็ยังรวบรวมมาจนครบ
เซี่ยงั่นวางเงินปึกสุดท้ายลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปบอกตำรวจว่า “นี่มีแปดหมื่นสองพันหยวนค่ะ ส่วนที่เกินมาสองพัน คุณช่วยซื้อบุหรี่ให้เจ้าของรถสักสองซองได้ไหมคะ ขอให้เขาเซ็นหนังสือยอมความ แล้วอย่าให้เรื่องนี้ติดประวัติเลยค่ะ”
ปั๋วเฉินกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เขาจำเป็นต้องให้คนอื่นยกโทษให้ด้วยหรือ?
“เดี๋ยวก่อน!” ปั๋วเฉินเพิ่งเอ่ยปาก ก็ถูกสายตาวิงวอนของเซี่ยงั่นสกัดไว้
ช่างเถอะ รอจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้วค่อยให้บัตรเสริมของเขากับเธอก็แล้วกัน
