เมื่อวานเฉิงว่างซูตั้งใจไปขอร้องอู๋เยว่หงมาแล้ว อู๋เยว่หงเข้าใจดีว่าหากนางไม่เอ่ยปาก เรื่องนี้เฉิงว่างซูคงก่อความวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น นางจึงไปปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงที่ห้องตามปกติ
นับแต่แต่งเข้าตระกูลเฉิง อู๋เยว่หงก็คอยปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าตามเวลาเช้าเย็น ไม่เคยขาดสักวัน ยามฮูหยินผู้เฒ่ากินอาหารเช้า นางคอยจัดสำรับและเติมโจ๊กให้อยู่ข้าง ๆ ครั้นอีกฝ่ายวางตะเกียบลง นางก็ยกน้ำชามาให้ด้วยตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า “ท่านแม่ น้องรองก็อายุไม่น้อยแล้ว เขาเป็นคนมีความรู้ อ่านตำรามามาก ย่อมมีความคิดเป็นของตนเอง เมื่อวานน้องรองบอกข้าว่าเขาชอบเซี่ยงั่น สาวใช้ในห้องของเขา มิสู้พวกเราทำให้เขาสมหวังเถิดเจ้าค่ะ”
ใบหน้าเปี่ยมเมตตาของฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงพลันเคร่งขรึมลง นางคลึงลูกประคำในมือ พลางเงยหน้ามองอู๋เยว่หง “เยว่หง ข้าก็ว่าอยู่ วันนี้เหตุใดเจ้าถึงใจลอย ที่แท้ก็จะพูดเรื่องนี้นี่เอง ข้าไม่เห็นด้วย”
อู๋เยว่หงคาดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอม จึงลดเสียงลงแล้วกล่าวช้า ๆ “ท่านแม่ก็รู้ว่าน้องรองเป็นคนดื้อรั้น อีกอย่างเซี่ยงั่นก็ตั้งครรภ์แล้ว หากท่านยืนกรานไม่ยอม หรือจะไล่นางออกไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
มือที่กำลังคลึงลูกประคำของฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงชะงัก ความคิดเริ่มหมุนวนทันที ตั้งครรภ์แล้วหรือ? สิ่งที่ตระกูลเฉิงขาดแคลนที่สุดในยามนี้ก็คือทายาทชายสืบสกุล หากเด็กในท้องเซี่ยงั่นเป็นผู้ชาย ตระกูลเฉิงก็จะมีผู้สืบทอด
