ซ่งฉี่เหิงได้รับอนุญาตแล้ว จึงให้คนไปพาตัวมา สถานที่คุมขังอู๋เยว่หงชั่วคราวหนาวเย็นและอับชื้น หน้าประตูมีทหารเฝ้าอยู่ ภายในห้องมืดสนิท ยามอู๋เยว่หงตกทุกข์ได้ยาก ตลอดทั้งวันกลับมีเพียงพ่อบ้านเหอชุนที่มาเยี่ยมนาง
เหอชุนทำงานเป็นพ่อบ้านในตระกูลเฉิงมาหลายปี ปกติสวมเสื้อคลุมยาวผ้าฝ้ายสีเทาที่เก่าคร่ำคร่าอยู่บ้าง พบใครก็ยิ้มให้ก่อนสามส่วน ทั้งยังรู้จักสังเกตสีหน้าเป็นที่สุด คนทั้งตระกูลเฉิงต่างเห็นว่าเขาซื่อสัตย์และรู้หน้าที่ แม้แต่อู๋เยว่หงเองก็เคยมองเขาสูงกว่าคนทั่วไป คิดว่าเขาทำงานรอบคอบและปากหนัก
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทีหลุบตาเจียมตัวของเหอชุน ซ่อนความคิดที่ไม่ควรมีเอาไว้นานแล้ว
ตอนเหอชุนเข้ามา เขาถือปิ่นโตมาด้วย พอเปิดฝาออกก็เห็นน้ำแกงร้อน ๆ กับแผ่นแป้งสองแผ่น เขาพยักหน้าให้ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอก ก่อนจะลดเสียงลงเกลี้ยกล่อมให้อู๋เยว่หงกินอะไรรองท้องก่อน
อู๋เยว่หงจะกินลงได้อย่างไร นางคว้ามือเหอชุนไว้แล้วถามว่า “ทางท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านอายุมากแล้ว ข้าเป็นห่วงเหลือเกิน”
เหอชุนขยับเข้ามาใกล้ ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “คุณนายใหญ่ ข้าคิดหาทางได้แล้ว ข้าหาคนสองคนมาแทนท่านกับฮูหยินผู้เฒ่า ส่วนทหารที่เฝ้าประตู ข้าก็จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว ขอเพียงท่านพยักหน้า คืนนี้ก็พาพวกท่านสลับตัวออกไปได้”
ตอนแรกอู๋เยว่หงไม่เชื่อ จ้องเขาแล้วถามว่า “เรื่องเสี่ยงหัวขาดเช่นนี้ ใครจะยอมตายแทนพวกเรา?”
เหอชุนหลุบตาลง “ย่อมมีคนที่สิ้นหนทางอยู่บ้าง ท่านไม่ต้องถามว่าเป็นใคร อย่างไรเสียข้าจัดการเอง”
