เย่ชุนเซิงถามพี่ใหญ่ด้วยความสงสัยว่า “พี่ใหญ่ ถ้าเป็นครอบครัวเย่ฉินซินแบบนี้ พี่กับหัวหน้าหมู่บ้านสะดวกออกหน้าพูดให้ไหม?”
พี่ใหญ่ทำสีหน้าประมาณว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน อย่าหาเรื่องมาให้ฉัน”
เย่ชุนเซิงเห็นแล้วแทบขำตาย “ฮ่า ๆ ๆ พี่ใหญ่ อดทนอีกหน่อยนะ อีกไม่นานหมู่บ้านซวงมู่ก็จะถูกรื้อแล้ว ต่อไปพี่ก็ไม่ต้องเป็นหัวหน้าสตรีคอยจัดการเรื่องพวกนี้อีก”
พี่ใหญ่เม้มปาก หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
เธอพูดว่า “ถ้ามีคนนอกมารังแกพวกเย่ฉินซินอย่างไม่ไว้หน้า ทั้งสามแม่ลูกที่เป็นผู้หญิงกำพร้าพ่อ ฉันกับเย่ข่ายเหวินก็ต้องเข้าไปจัดการ แต่ตอนนี้ดูแม่ของเย่ฉินซินสิ...”
พี่ใหญ่พูดไปก็กลอกตาอย่างหงุดหงิด “หลฺวี่เจวียนเต็มใจให้หลานชายฝั่งบ้านเดิมมาอยู่ที่บ้านเองนี่”
“ก็เพราะเธอเต็มใจน่ะสิ” ช่วงนี้เย่ชุนเซิงได้ยินเย่ฉินซินบ่นเรื่องที่แม่ของเธอกระตือรือร้นกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นไม่เว้นวัน ทำเหมือนเป็นลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง
เย่ชุนเซิงพึมพำว่า “ถ้าเธอแบ่งบ้านกับเงินที่ได้จากการเวนคืนที่ดินให้หลานชายฝั่งบ้านเดิม แบบนี้สองพี่น้องเย่ฉินซินไม่เสียเปรียบแย่หรือ?”
คนทั่วไปย่อมเก็บเงินกับบ้านของครอบครัวไว้ให้ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง
แต่แม่ของเย่ฉินซินดูไม่เหมือนคนทั่วไปเท่าไร
เธอรักลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง แต่กลับรักหลานชายฝั่งบ้านเดิมยิ่งกว่า ก่อนหน้านี้มีของกินหรือของเล่นดี ๆ อะไรในบ้าน ก็มักส่งไปให้ทางบ้านเดิม ถ้าทางนั้นไม่ห้ามไม่ให้เธอกลับไป เธอคงไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ
ตอนนี้คนทางบ้านเดิมเข้ามาประจบ เธอก็ลืมเรื่องที่เคยถูกดูแคลนไปเสียสนิท
พี่ใหญ่พูดว่า “แล้วจะให้ทำยังไง? หรือเราจะห้ามหลฺวี่เจวียนไม่ให้แตะต้องของในบ้าน เพื่อไม่ให้สองพี่น้องเย่ฉินซินเสียเปรียบ?”
“ที่นาและที่ดินซึ่งครอบครัวเย่ฉินซินได้รับแบ่งมาในตอนนั้น หลฺวี่เจวียนก็มีส่วนด้วย ตลอดหลายปีมานี้เธอก็เป็นคนทำไร่ทำนาเอง”
“พูดตรง ๆ หน่อย หลฺวี่เจวียนมีสิทธิ์จัดการส่วนของตัวเอง อยากยกให้ใครก็ยกได้ ต่อให้เย่ฉินซินกับน้องสาวไม่เห็นด้วยและไปฟ้อง ก็ไม่มีทางชนะหรอก”
