เสียงคำรามของรถไฟค่อย ๆ เงียบลงที่ชานชาลา เจียงจืออวี่เดินตามฝูงชนลงจากรถ ความหนาวเหน็บก็พุ่งเข้าปะทะจนเธอเผลอกระชับเสื้อคลุมให้แน่น ลมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาเกล็ดน้ำแข็งมาด้วย กระทบใบหน้าเหมือนถูกมีดเล็ก ๆ บาด หนาวกว่าเมืองเซี่ยงไฮ้หลายระดับ
“สหายเจียง พวกเราคงต้องแยกกันตรงนี้แล้วนะ พอกลับไปฉันจะเขียนจดหมายหาเธอ อย่าเบื่อคนแก่จู้จี้อย่างฉันก็แล้วกัน” เฒ่าจ้าวยืนอยู่ไม่ไกล ข้างกายมีรถจี๊ปทหารจอดอยู่ เสี่ยวหลี่กำลังช่วยเขายกสัมภาระ “ถ้าไปถึงหมู่บ้านเขาพิงแล้วเจอปัญหา ก็เขียนจดหมายไปที่สถาบันวิจัยธรณีวิทยาได้เลย”
เจียงจืออวี่พยักหน้า “เดินทางปลอดภัยนะคะ เฒ่าจ้าว”
เธอมองรถจี๊ปแล่นจากไปจนฝุ่นตลบ ก่อนจะหันไปยังจุดรวมตัวของเยาวชนผู้มีการศึกษา จุดนัดพบอยู่บนลานโล่งข้างสถานี มีคนมารวมกันไม่น้อยแล้ว แต่ละคนแบกสัมภาระพะรุงพะรัง ใบหน้าเจือความงุนงงและตื่นเต้น ดูก็รู้ว่าเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาที่ลงชนบทมาพร้อมกัน
เจียงจืออวี่เพิ่งวางสัมภาระลง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะหึหันเยาะเย้ยดังขึ้น “แหม นี่ไม่ใช่ยัยจิ้งจอกนั่นหรอกเหรอ? ถึงกับหนีมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อยั่วผู้ชายเลยหรือไง?”
เธอเงยหน้ามอง ก็เห็นว่าเป็นหญิงสาวที่ถักเปียสองข้างบนรถไฟ อีกฝ่ายกอดอก เชิดคางสูงลิบ แววอิจฉาในดวงตาปิดอย่างไรก็ไม่มิด
เยาวชนผู้มีการศึกษารอบข้างเงียบกริบในทันที ทุกสายตาหันมามองทางนี้พร้อมกัน
เดิมทีเจียงจืออวี่ไม่คิดจะสนใจ แต่อีกฝ่ายกลับได้ใจ ยิ่งพูดเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ “แต่งตัวสะอาดสะอ้านขนาดนี้ ดูไม่เหมือนคนที่มาลงชนบทเลยสักนิด เธอเป็นคุณหนูลูกนายทุนหรือไง? ฉันว่าน่าจะมาเคลือบทองมากกว่า ไม่รู้เบื้องหลังมีเส้นสายอะไรอยู่บ้าง...”
