ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง ความมืดครึ้มปกคลุมหลังคาบ้านในหมู่บ้านเขาซานถุน เสียงสุนัขเห่าดังระงมสลับกันไปมา ปะปนกับเสียงชาวบ้านพูดคุย ในที่สุดพวกเธอก็มาถึงหมู่บ้านเขาซานถุน
ใต้ต้นไหวโบราณตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน มีคุณลุงคุณป้าหลายคนสวมเสื้อบุนวมหนา พากันชะเง้อมอง สายตาสำรวจอย่างไม่คิดปิดบัง
“เยาวชนผู้มีการศึกษามาอีกแล้วเหรอ? นี่เป็นรอบที่สามแล้วมั้ง?”
“ผิวพรรณบอบบางแบบนั้น จะทำงานเกษตรอะไรไหว? สุดท้ายก็มาแย่งส่วนแบ่งอาหารจากคนอื่นนั่นแหละ”
“พวกที่มาก่อนเมื่อสองปีก่อนน่ะ เอาแต่คิดจะกลับเข้าเมือง ทำงานก็อู้งาน จนหนุ่มสาวในหมู่บ้านใจลอยไปด้วย คิดแต่เรื่องเพ้อฝันไม่เข้าท่า...”
เจียงจืออวี่ฟังเสียงซุบซิบเหล่านั้นแล้วก็พอจะเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนผู้มีการศึกษารุ่นเก่ากับชาวบ้านคงไม่ค่อยราบรื่นนัก เธอหลุบตาลง เดินตามหัวหน้ากองเฉินไปยังที่พักของเยาวชนผู้มีการศึกษาโดยไม่หยุดฝีเท้า
ที่พักเป็นเรือนดินเรียงกันเป็นแถวยาว แบ่งฝั่งชายกับหญิง จางชิง ผู้รับผิดชอบฝั่งชาย และหลี่หงเหมย ผู้รับผิดชอบฝั่งหญิง เดินออกมาต้อนรับ พอเห็นขบวนคนยกใหญ่ หลี่หงเหมยก็หน้านิ่ว “หัวหน้ากองเฉิน ทำไมถึงมีกันเยอะขนาดนี้ล่ะ? ฝั่งเยาวชนผู้ชายเบียดกันหน่อยก็พออยู่ได้สามคน ส่วนฝั่งผู้หญิงมากสุดก็รับเพิ่มได้อีกสี่คน แต่นี่มาอีกห้าคน... ที่พักไม่พอจริง ๆ ค่ะ!”
เจียงเหวินเหวินได้ยินแล้วก็ร้อนใจ ขอบตาแดงขึ้นมาอีกครั้ง “แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ?”
แต่เจียงจืออวี่กลับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามในจังหวะเหมาะเจาะ “หัวหน้ากองเฉิน ในหมู่บ้านมีบ้านว่างไหมคะ? หรือว่า... ฉันสร้างบ้านเองได้หรือเปล่า?”
พอเธอพูดจบ ทุกคนก็หันมามอง หัวหน้ากองเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเจื่อน ๆ “เมื่อก่อนมีเยาวชนผู้ชายบางคนทนอยู่กันแน่นไม่ไหว เลยหาที่พักเอง แต่เยาวชนผู้หญิงอย่างเธอเป็นคนแรกเลย อยู่ข้างนอกไม่ค่อยสะดวก ในหมู่บ้านกับหมู่บ้านข้าง ๆ ก็มีพวกนักเลงขี้เกียจอยู่ไม่น้อย...”
