เช้าวันต่อมา พอลืมตาตื่น แสงแดดนอกหน้าต่างก็ส่องสูงแล้ว หนังสือรับรองที่หัวหน้ากองพลออกให้มีอายุเพียง 2 วัน วันนี้เธอต้องกลับหมู่บ้านเขาเป่ยซานเสียที หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จ เธอก็พกเงินเดินไปสหกรณ์ ทั้งไหน ๆ ก็มาถึงแล้วนี่นา 0047 เบ้ปาก คิดในใจว่า ก็ความอยากตุนของของเธอกำเริบอีกแล้วไม่ใช่หรือไง
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในสหกรณ์ สายตารอบข้างก็หันมาจับจ้องเธอพร้อมกันพรึ่บเดียว แม้ในอำเภอจะคึกคักกว่าหมู่บ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะมีสาวสวยสะดุดตาอย่างเจียงจืออวี่ให้เห็นบ่อย ๆ ผิวขาว หน้าตางดงาม แววตากระจ่างใส แค่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ สินค้าสีหม่นบนชั้นวางยังดูเหมือนจะเปล่งประกายขึ้นมาอีกหลายส่วน
เธอไม่สนใจสายตาที่มองสำรวจ เดินตรงไปยังแผนกเสื้อผ้าสำเร็จรูป พอมองเสื้อเชิ้ตผ้าดากรอนที่แขวนอยู่ สีหม่นไม่สดใส ส่วนขากางเกงก็กว้างเสียจนใส่ขาได้สองข้าง ดูยังไงก็ไม่ถูกใจ “รสนิยมยุคนี้นี่สุดโต่งจริง ๆ” เธอบ่นในใจ ก่อนหมุนตัวไปแผนกรองเท้ากับหมวก
“สหาย รองเท้าผ้าใบคู่นี้ราคาเท่าไหร่คะ?” เธอชี้ไปยังรองเท้าหุยลี่บนชั้นวาง
“คู่ละ 3 หยวน 8 เหมา” พนักงานขายเป็นพี่สาววัยกลางคนคนหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงจืออวี่พูดอย่างคล่องแคล่ว “เอาสองคู่ค่ะ แล้วก็รองเท้าผ้าใบตาข่ายสีขาวอีกสองคู่” เธอเลือกกางเกงผ้าทำงานสีน้ำเงินเข้มอีกสองตัว “สองตัวนี้ห่อให้ด้วยนะคะ” เสื้อผ้าพวกนี้ทนเปื้อนทนทาน เหมาะกับทำงานในหมู่บ้านพอดี ดีกว่าใส่เสื้อผ้าแฟชั่นที่เธอเอามาจากเมืองท่าแล้วเป็นจุดสนใจ
จ่ายเงินเสร็จ เธอก็เดินไปแผนกขนม ชี้ไปที่ลูกอมนมกระต่ายขาว “เอาห้าห่อนค่ะ” ท่าทางราวกับกำลังซื้อผักกาดขาว ป้าคนหนึ่งที่ต่อแถวอยู่ข้าง ๆ มองจนลิ้นแทบพันกัน—สาวคนนี้ใช้เงินมือเติบเกินไปแล้ว ลูกอมนมเป็นของหายาก บ้านไหนเขาซื้อกันทีละเม็ดบ้าง?
ขณะกำลังจะกลับ หางตาเธอก็เหลือบเห็นเหล้าเหมาไถวางอยู่ตรงมุมเคาน์เตอร์ ฉลากสีแดงบนขวดแก้วซีดจางไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอดูของดีชิ้นนี้ไม่ออก “เหล้านี่ราคาเท่าไหร่คะ?”
“ขวดละ 7 หยวน ต้องใช้คูปองด้วย” พนักงานขายตอบ
